วันพุธ, กุมภาพันธ์ 4, 2569

สศก.ชูแนวคิดเปลี่ยนเกม "ปศุสัตว์ไทย" ปี 69 รุกตลาดโปรตีนโลกทั้งมูลค่า-ปริมาณ

by Trust News, 2 กุมภาพันธ์ 2569

เลขาธิการ สศก.เผยอนาคตปศุสัตว์ไทย ปี 2569 ชูแนวคิด “เปลี่ยนเกม” ตาม 3 หลักเศรษฐศาสตร์ เพื่อรุกตลาดโปรตีนโลก และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยปศุสัตว์คาร์บอนต่ำ นำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ และให้อาหารแบบแม่นยำตามช่วงวัย 

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจกา รเกษตร (สศก.) เปิดเผยภายหลังเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษหัวข้อ “ทิศทางปศุสัตว์ไทย ปี 2569 : ปัญหา อุปสรรค และโอกาส” ในงานครบรอบ 50 ปี สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ รัชดา โดยระบุว่า ปี 2569 แม้เศรษฐกิจโลกจะเติบโตแต่ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง ตลาดโปรตีนจึงแข่งขันสูงด้วยประสิทธิภาพและมาตรฐานความปลอดภัย ไทยจึงจำเป็นต้อง “เปลี่ยนเกม” (Game Changer) ยกระดับจากเน้นปริมาณ (Volume) สู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Addition) ตั้งแต่ระดับฟาร์มไปจนถึงอาหารพร้อมปรุง อาหารพร้อมทาน และสินค้าเพื่อสุขภาพ โดยวิเคราะห์ผ่าน 3 หลักเศรษฐศาสตร์สำคัญ ดังนี้

1. การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ (Demand) ความต้องการโปรตีนไม่ได้เติบโตในเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่เกิดการ “ย้ายชนิด” และ “ย้ายคุณภาพ” ของการบริโภค เช่น ไข่และไก่ เป็นโปรตีนพื้นฐานที่ราคาเข้าถึงง่าย เมื่อผู้บริโภคมีรายได้เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้บริโภคในเชิงปริมาณมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่มีแนวโน้มที่จะอัปเกรดไปสู่สินค้าแบรนด์เนมที่มีคุณภาพสูงขึ้นและมีความสะดวกในการรับประทาน สุกร มีการเติบโตระดับปานกลาง แต่มีความอ่อนไหวต่อราคา หากราคาแพงขึ้นผู้บริโภคพร้อมจะสลับไปบริโภคเนื้อไก่แทนได้อย่างรวดเร็ว เนื้อโค ถือเป็นสินค้าพรีเมียม การเติบโตจึงผันแปรตามระดับรายได้ของผู้บริโภค โดยตลาดจะให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความนุ่ม และความสม่ำเสมอของเนื้อเป็นหลัก และ น้ำนม ตลาดจะแยกออกจากกันอย่างชัดเจนระหว่าง “นมพื้นฐาน” กับ “นมพรีเมียมหรือนมเพื่อสุขภาพ (Functional Milk)” ซึ่งกลุ่มหลังจะเติบโตได้ดีตามเทรนด์สุขภาพและรายได้ที่เพิ่มขึ้น

2. การส่งผ่านราคาที่ลักลั่น (Price Transmission) ต้นทุนการผลิตมักส่งผลกระทบต่อราคาหน้าฟาร์มอย่างรวดเร็ว แต่ราคาขายปลีกกลับมีการปรับตัวที่ “หนืด” หรือช้ากว่า เนื่องจากการบริหารจัดการสต็อกสินค้า สัญญาซื้อขายล่วงหน้า และความกังวลเรื่องการเสียฐานลูกค้า นอกจากนี้ ยังพบปัญหา “ความไม่สมมาตรของราคา” คือ เมื่อต้นทุนขึ้นราคาขายจะปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อต้นทุนลดลงราคาขายมักจะปรับตัวลดลงอย่างช้าๆ โดยเฉพาะในตลาดที่มีผู้ซื้อจำนวนจำกัด

3. ข้อจำกัดด้านอุปทาน (Supply Lags) สินค้าปศุสัตว์แต่ละชนิดมี วงจรการผลิตที่แตกต่างกัน ทำให้ราคาผันผวนเป็นรอบ เช่น ไก่สามารถปรับปริมาณการผลิตได้เร็วที่สุด ขณะที่สุกร เนื้อโค และน้ำนม ต้องใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงและปรับตัวนานกว่า นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากโรคระบาดและสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตหายไปในปริมาณมากอย่างกะทันหัน หรือที่เรียกว่า “Tail Risk” (ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นยากแต่ส่งผลกระทบรุนแรง) การบริหารจัดการจึงต้องมองทั้งระบบเพื่อรับมือกับความผันผวน ไม่ใช่มองเพียงแค่ราคาในระยะสั้น

ขณะที่หัวใจสำคัญสู่ความยั่งยืนคือ การออกแบบกลไก ผลักดัน “มูลค่าเพิ่ม” ให้ส่งกลับถึงมือเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยผ่าน 4 กลไกหลัก 1.การจ่ายเงินตามคุณภาพ (Quality-based payment) กำหนดราคาตามเกรดคุณภาพ (เช่น เกรดซากเนื้อ หรือค่าโปรตีน/ไขมันน้ำนม) เพื่อจูงใจการผลิตสินค้าคุณภาพสูง 2.ระบบสัญญาแบ่งปันกำไร (Contract + Margin Sharing) เชื่อมราคาหน้าฟาร์มกับราคาขายปลีกจริง เพื่อให้เกษตรกรได้รับส่วนแบ่งจากส่วนต่างกำไรอย่างเป็นธรรม 3.โครงสร้างพื้นฐานที่เข้าถึงง่าย จัดให้มีโรงฆ่ามาตรฐานและห้องปฏิบัติการที่ใช้ร่วมกันได้ เพื่อลดต้นทุนและทลายอุปสรรคทางการค้า และ 4.ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ใช้เทคโนโลยีบันทึกข้อมูลเพื่อสร้างความโปร่งใสและพิสูจน์จุดเด่นสินค้า เปลี่ยนคุณภาพให้เป็นมูลค่าเงินที่ตรวจสอบได้จริง

ในการปรับตัวสู่ยุคใหม่ การจัดการอาหารและโภชนาการสัตว์เป็น จุดชี้ขาดสำคัญที่สุด ในการเพิ่มขีด ความสามารถทางการแข่งขัน โดยควรมุ่งเน้น การให้อาหารแบบแม่นยำ (Precision Feeding) เพื่อลดต้นทุนอาหาร สัตว์ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 60-70 ของต้นทุนทั้งหมด ผ่านการนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ เช่น เอนไซม์และโปรไบโอติกเพื่อเสริมสร้างสุขภาพลำไส้สัตว์ ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ และการจัดการสารพิษเชื้อราในวัตถุดิบอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ ยังมุ่งเป้าการผลิต ปศุสัตว์คาร์บอนต่ำ ด้วยการจัดสูตรอาหารแม่นยำสูง (Precision Formulation) การใช้เอนไซม์จัดการแร่ธาตุ และโภชนาการตามช่วงวัย (Phase Feeding) เพื่อการควบคุมการขับถ่ายของเสีย (N/P Excretion Control) ลดการปล่อยไนโตรเจน (N) และฟอสฟอรัส (P) ทางมูลและปัสสาวะโดยไม่กระทบผลผลิต

สำหรับแนวทางรายสินค้านั้น ไก่เนื้อจะมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ไข่แปรรูปและไข่เหลว ขณะที่ ฝั่งสุกรจะเน้น การจัดการของเสียเป็นพลังงานก๊าซชีวภาพและการทำระบบคอมพาร์ทเมนต์เพื่อป้องกันโรค ส่วน โคเนื้อจะให้ความสำคัญกับ การทำธนาคารอาหารสัตว์ (Forage Bank) เพื่อสำรองเสบียงตลอด 12 เดือนควบคู่กับ ระบบการคัดเกรดเนื้อตาม คุณภาพซาก ส่วนโคนมจะเร่งจัดการความเครียดจากความร้อนด้วยระบบระบายความร้อนในโรงเรือน และการใช้ระบบการจ่ายเงินตามคุณภาพน้ำนม

"ในปี 2569 ปศุสัตว์ไทยจะสามารถก้าวสู่ความสำเร็จและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ด้วยความสม่ำเสมอ ทั้งการควบคุมต้นทุน การบริหารจัดการโรค การรักษาคุณภาพ และการยกระดับมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับ พร้อมทั้งต้องทำให้มั่นใจว่ามูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่การผลิต จะถูกส่งกลับคืนถึงมือเกษตรกรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน" เลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้าย.


You might be intertested in this news.

Mostview

รีวิวหนัง “กิ่งแก้ว” กับ “ท่ายาก” ในการเล่าเรื่อง

“กิ่งแก้ว” หนังสยองขวัญ ที่สร้างมาจากตำนานเรื่องเล่า “คุกบางขวาง” กับเรื่องราวของนักโทษหญิงที่ถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าแล้วไม่ตายด้วยกระสุนชุดแรก

เครื่องบิน AT-6 TH ตกที่ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ยังไม่มีรายงานนักบินดีดตัว

เครื่องบินโจมตีแบบ AT-6TH วูลฟ์เวอร์รีน ที่ประจำการอยู่กองบิน 41 จ.เชียงใหม่ ประสบอุบัติเหตุตกในพื้นที่ บ้านห้วยฝาง อำเภอจอมทอง ยังไม่มีรายงานการดีดตัวของนักบิน จนท.กู้ภัยเข้าถึงจุดตกแล้ว รอการแถลงแบบเป็นทางการจากกองทัพอากาศ

RIP ไข่ขาว เหมียวสีขาวที่โด่งดังในโซเชียล "ไข่ขาวลูกแมร๊" กลับดาวแมวแล้ว

ข่าวเศร้าของคนรักแมว "ไข่ขาว" แมวสีขาวตัวผู้ที่โด่งดังในโซเชียลจากเพจ "ไข่ขาวลูกแมร๊" ล่าสุด พลอย-บัณฑิตา เผยว่า ไข่ขาว กลับดาวแมวไปแล้วเมื่อวันที่ 2 ก.พ.2569

รีวิว WORLDBREAKER หนังพล็อตเดิมๆ แต่ก็ดูเพลิน

WORLDBREAKER มฤตยูแหวกโลก หนังออกไปทางแนวแบบ อืมมม...เหมือนกับโลกเราจะถึงจุดกาลอวสาน

ประกันสังคม ย้ำ ตัดสูทเป็นไปตามระเบียบ แจง ได้เชิ้ต 2 กางเกง 2 สูท 1 ตัว

ประกันสังคม ย้ำ ตัดสูทเป็นไปตามระเบียบ แจง ได้เชิ้ต 2 กางเกง 2 สูท 1 ตัว

TrustNEws Line