NARIT ต้อนรับรองนายกฯ และ รมว.นิกร โชว์เทคโนโลยีด้านอวกาศแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5
by Trust News, 19 เมษายน 2569
NARIT เปิดบ้านต้อนรับ อ.เชน และรมว.นิกร พร้อมโชว์งานวิจัยของศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศ ที่มุ่งหาองค์ประกอบเคมีของฝุ่นเพื่อหาต้นตอจุดกำเนิดที่แท้จริง ฟังบรรยายสรุปห้องปลอดฝุ่นครบวงจร จากนั้นเข้าเยี่ยมชม ห้องปฏิบัติการ ดูดาวเทียมวิจัยวิทยาศาสตร์ TSC-1
เมื่อวันที่ 18 เม.ย.2569 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร. หรือ NARIT) ให้การต้อนรับ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) นายศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายกันตพงศ์ รังสีสว่าง ปลัดกระทรวง พม. ในโอกาสลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 สำหรับกลุ่มเปราะบางพิเศษในพื้นที่ โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายชัชวาลย์ ปัญญา และนายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัดกระทรวง พม. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร
ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวรายงานผลการดำเนินงานของศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศ ของ สดร. ที่มุ่งเน้นการวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่น PM2.5 หาแหล่งที่มาของมลพิษ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด และได้สัดส่วน พัฒนาเทคโนโลยี LiDAR เพื่อวัดความสูงของฝาชี ชั้นบรรยากาศ (Planetary Boundary Layer หรือ PBL) และผลงานล่าสุดใช้สเปกโตรกราฟติดโดรนเพื่อทำแผนที่แหล่งปล่อยมลพิษความละเอียดสูง
นอกจากนี้ยังมีระบบ ACSM (Aerosol Chemical Speciation Monitor) ซึ่งเป็นเครื่องมือพิเศษใช้จำแนกองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่นแบบ real-time ณ สถานที่ตั้ง (in-situ) ด้วยเทคนิค mass spectrometry ทำให้ทราบองค์ประกอบระดับโมเลกุลที่แท้จริงของ PM2.5 เครื่อง ACSM ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน เกาหลีใต้ ฯลฯ เพื่อทำวิจัยขับเคลื่อนการแก้ปัญหา PM2.5 ซึ่งในหลายที่ เช่น ประเทศจีนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหา PM2.5 ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีเครื่อง ACSM อยู่ 120 เครื่อง ปัจจุบัน สดร. มี 3 เครื่อง (สำหรับติดตั้งที่เชียงใหม่ กทม. และ สงขลา) และเริ่มมีผลการวิจัยแนวหน้าที่กำลังปฏิวัติความเข้าใจด้าน PM2.5 ในไทยหลายประการ
ทั้งนี้ การวัดองค์ประกอบทางเคมีในเชียงใหม่ ชี้ให้เห็นว่าแม้การเผาชีวมวลจะเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิด PM2.5 แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียว การเกิดแอโรซอลทุติยภูมิ (secondary aerosol) เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่มีปฏิกริยาเคมี ที่ซับซ้อนและยังต้องมีการวิจัยในไทยอีกมาก ซึ่ง สดร. กำลังผลักดันอย่างเต็มที่
กระบวนการเกิดแอโรซอลทุติยภูมินั้น แก๊สไนโตรเจนออกไซด์ และซัลเฟอร์ออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้คน เมื่อได้รับพลังงานแสงอาทิตย์จะทำปฏิกริยากับสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศ เกิดเป็นอนุภาคแอโรซอล และแม้ว่าสารเคมีตั้งต้นหรือสารเคมีที่เกี่ยวข้องในปฏิกริยาที่ก่อให้เกิด PM2.5 เหล่านี้จะวัดได้โดยใช้ดาวเทียม แต่ข้อมูลมีความละเอียดต่ำ ไม่เพียงพอที่จะระบุแหล่งปล่อยแก๊สได้ละเอียดถึงสถานที่ปล่อย NARIT จึงร่วมกับ University of Science and Technology of China (USTC) ในการนำโดรนติดสเปกโตรมิเตอร์ มาทดลองบินสำรวจแหล่งปล่อยแก๊สมลพิษที่ความละเอียด 10 เมตร/พิกเซล ซึ่งละเอียดกว่าดาวเทียม ประมาณ 100,000 เท่า ในเขต กทม. ช่วงเดือน ธ.ค. 2569 ประสบความสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย พร้อมขยายผลการวัดในพื้นที่ขนาดใหญ่
ส่วนการตรวจจับจุดความร้อนด้วยดาวเทียม ช่วยให้เห็นภาพใหญ่ได้รวดเร็ว แต่ยังมีความคลาดเคลื่อน
ของตำแหน่งไฟอยู่ในช่วงประมาณ 500 เมตร - 3 กิโลเมตร ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงจุดเกิดเหตุที่แท้จริงของทีมดับไฟ อีกทั้งดาวเทียมไม่ได้โคจรผ่านประเทศไทยตลอดเวลา จึงอาจทำให้ไฟลุกลามไปไกลก่อนจะถูกตรวจพบ การนำกล้องถ่ายภาพอินฟราเรดมาช่วยสำรวจ ตรวจหาไฟป่าอัตโนมัติร่วมกับข้อมูลจากดาวเทียม จะช่วยให้ค้นพบไฟตั้งแต่ระยะแรกอย่างแม่นยำและดำเนินการดับไฟได้เร็วยิ่งขึ้น
สำหรับการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวง กระทรวง อว. ร่วมกับ พม. โดย NARIT และคณะ
สาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมกันพัฒนา "ระบบห้องปลอดฝุ่นครบวงจรสำหรับกลุ่มเปราะบาง (SAFEKIDS)" ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำร่องติดตั้งสาธิต ณ สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ภายใต้การดูแลของกระทรวง พม. โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม ดาราศาสตร์ และสาธารณสุขศาสตร์ มาช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยด้านสาธารณสุข ป้องกันการเกิดผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพ
ระบบห้องปลอดฝุ่นครบวงจรสำหรับกลุ่มเปราะบาง (SAFEKIDS) เป็นการทำงานร่วมกันของ 3 เทคโนโลยี เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็ก ๆ ได้แก่ 1) ระบบห้องความดันบวก (Positive Pressure System) ทำหน้าที่ดึงอากาศจากภายนอกผ่านแผ่นกรอง HEPA เพื่อเติมอากาศสะอาดเข้าห้องตลอดเวลา 2) เครื่องฟอกอากาศ DIY ที่ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยเสริมเพื่อกำจัดฝุ่นที่ตกค้างหรือเล็ดลอดเข้ามาภายในห้อง 3) เซนเซอร์ IoT (Internet of Things) เป็นตัววัดค่าฝุ่นอัจฉริยะที่รายงานผลแบบ Real-time ทำให้เรามั่นใจได้ว่าอากาศในห้องสะอาดจริง เป้าหมายสูงสุดของในปีนี้ คือการเปลี่ยนห้องดูแลกลุ่มเปราะบางให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทั่วประเทศ ผ่านการทำงานบูรณาการร่วมกันของกระทรวง อว. พม. และ ศธ. ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าติดตั้งระบบครบวงจรนี้ในห้องดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น สถานสงเคราะห์เด็ก ศูนย์สวัสดิการผู้สูงอายุ และห้องเรียนปฐมวัย อย่างน้อยติดตั้งเฟสแรก 83 แห่งใน 8 จังหวัดภาคเหนือ นอกจากเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแล้ว การเตรียมห้องปลอดฝุ่นถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่สำคัญมากสำหรับปีนี้และปีต่อ ๆ ไป
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของหน่วยงานที่ขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนคือการเร่งนำผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึกไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจแก่สาธารณชนให้เห็นถึงคุณค่าและเป้าหมายของการวิจัย การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในระดับพื้นที่และระดับกระทรวง จะเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนานวัตกรรมที่สามารถแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ อย่างยั่งยืน โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมมาสนับสนุนภารกิจของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน
หลังเสร็จสิ้นการประชุมประชุมบูรณาการการแก้ไขปัญหา และปฏิบัติการบรรเทาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) สำหรับกลุ่มเปราะบางพิเศษในพื้นที่ภาคเหนือ รองนายก และ รมว.กระทรวง อว. และคณะได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการพัฒนาเทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูง อาทิ เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีคลื่นความถี่วิทยุและสัญญาณดิจิทัล การพัฒนาชุดวงจรผสมสัญญาณด้วยรอยต่อตัวนำยิ่งยวด (SIS Mixer) และเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการประกอบและทดสอบดาวเทียม ชมดาวเทียมวิจัยวิทยาศาสตร์ TSC-1 ภายใต้ภาคีความร่วมมืออวกาศไทย และห้องทดสอบความเรียบของกระจกรูปทรงอิสระที่ขึ้นรูปจากเครื่องกัดขึ้นรูปผิวกระจกด้วยหัวเพชร.
You might be intertested in this news.
Mostview
สลด! อดีต ปธ.บริษัทโลจิสติก ยิงลาโลกพร้อมภรรยา ทิ้งจดหมายสั่งเสีย
เหตุสลด อดีตประธาน บริษัทโลจิสติก ชื่อดัง ลั่นไกยิงภรรยา ก่อนยิงตัวเองเสียชีวิตทั้งคู่ คาบ้านพักหรูย่านบางชัน พบจดหมายสั่งเสียวางไว้บนโต๊ะ...
ช็อกคนญี่ปุ่น พ่อเลี้ยงสารภาพฆ่า เด็กชาย 11 ขวบ ก่อนย้ายศพหมกป่าหนีตำรวจ
ปิดฉากการค้นหา 3 สัปดาห์ คดีเด็กชายวัย 11 ปีหายตัวที่เกียวโต สุดท้ายพบเป็นศพกลางป่า ขณะที่ ต้องพบความจริงที่เจ็บปวด เมื่อพ่อเลี้ยงหนุ่มจำนนต่อหลักฐาน รับสารภาพช็อกคนทั้งญี่ปุ่น 'ผมเป็นคนทำเอง' เผยพฤติกรรมสุดอำมหิต ย้ายศพหนีการค้นหาของตำรวจนับพันนาย
ทรู จัดเต็ม สัญญาณเน็ต โครงข่ายไฟเบอร์ คลื่นมือถือ 5G รองรับเทศกาลสงกรานต์ 2569
ทรู ชูแผนรับเทศกาลสงกรานต์ 2569 รับวันหยุดยาว ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เตรียมระบบดครงข่ายอินเทอร์เน็ตทั้งไฟเบอร์บ้าน เครือข่ายมือถือ 4G-5G รองรับคนกรุงไม่ไปไหนอยู่ กทม. และคนที่กลับต่างจังหวัด ใช้งานลื่นไหลตลอด 24 ชม.
เมื่อ F-14 พบกับ MiG-23 เหนือทะเลจีนใต้ ปี 1988 และการย่องเงียบเก็บข้อมูล
ในช่วงสงครามเย็น เอฟ-14 ของทร.สหรัฐฯ จากฝูงบิน VF 213 ได้รับคำสั่งเข้าสกัดมิก-23 ของโซเวียดเหนืออ่าวคัมราห์น ประเทศเวียดนาม แต่มิก-23 กลับไม่รู้ตัวว่าโดนติดตาม ทำให้เอฟ-14 เปลี่ยนภารกิจสกัดกั้นมาเป็นการย่อมเงียบแอบถ่ายใต้ท้องเครื่องดูอาวุธของโซเวียต
65 ปี "ยูริ กาการิน" จากเสียง 'บี๊บ' ของสปุตนิก 1 สู่มนุษย์คนแรกที่ได้ไปอวกาศ
108 นาทีที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์มนุษยชาติไปตลอดกาล... จากเสียง 'บี๊บ' ของสปุตนิก สู่ประโยค 'Poyekhali!' บนยอดจรวด Vostok-K วันนี้ครบรอบ 65 ปีที่ ยูริ กาการิน จารึกชื่อเป็นมนุษย์คนแรกที่ก้าวพ้นขอบฟ้าไปสัมผัสอวกาศ หนึ่งในก้าวสำคัญของการแข่งขัน Space Race
ข่าวที่เกี่ยวข้อง