วันจันทร์, มิถุนายน 8, 2569

ENTEC สวทช. ชู H-FAME ไบโอดีเซลพรีเมียมคาร์บอนต่ำ โอกาสพาไทยรอดวิกฤติพลังงาน

by Trust News, 22 เมษายน 2569

ENTEC สวทช. ชู H-FAME ทางเลือกดีเซลพรีเมียม คาร์บอนต่ำ ใช้งานกับเครื่องดีเซลทุกชนิด ชูจุดเด่นลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 50% ไอเสียไม่เหม็น อยู่ค้างในถังได้นานไม่ตกตะกอน ผลิตจากน้ำมันปาล์ม พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตเชิงอุตสาหกรรมได้ทันที

เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews นักวิจัยพบสื่อมวลชน เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าผลงานวิจัย Premium Biodiesel (H-FAME) เชื้อเพลิงชีวภาพคุณภาพสูง เพื่อเป็นทางเลือกสำคัญของภาคขนส่งไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าโครงการและหัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. สะท้อนมุมมองว่า แม้โลกกำลังก้าวสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว แต่ภาคการขนส่งสินค้ายังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านได้ในทันที เทคโนโลยีต้องการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ รวมถึงข้อจำกัดด้านต้นทุน ทำให้เชื้อเพลิงทางเลือกยังคงมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ โดยเฉพาะเชื้อเพลิงที่สามารถผลิตได้จากวัตถุดิบในประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก

หัวหน้าโครงการฯ ENTEC สวทช.กล่าวต่อว่า ในบริบทนี้ H-FAME ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อขจัดข้อจำกัดของไบโอดีเซลทั่วไป โดยเฉพาะด้านเสถียรภาพต่อการเกิดออกซิเดชั่น (Oxidation Stability) ช่วยรักษาค่ากรดให้เป็นไปตามมาตรฐาน แม้มีการกักเก็บเป็นระยะเวลานานกว่าไบโอดีเซลปกติ 3 เท่า ทั้งยังลดการเกิดตะกอนที่ก่อให้เกิดการอุดตันในระบบเชื้อเพลิง และการเสื่อมสภาพของหัวฉีด ส่งผลให้สามารถยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังคงความสามารถของไบโอดีเซลทั่วไปไว้ ทั้งในการลดมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก และการชะล้างชิ้นส่วนในระบบเชื้อเพลิง

"จุดเด่นสำคัญของ H-FAME คือเป็นเชื้อเพลิงประเภท Drop-in Fuel สามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลง “นี่คือคำตอบที่ใช้งานได้จริงในปัจจุบัน” เพราะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทันทีในวงกว้าง โดยเฉพาะในภาคขนส่งเชิงพาณิชย์ เช่น รถบรรทุก ที่ใช้ในภาคโลจิสติกส์ ซึ่งยังพึ่งพาเครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก การใช้ H-FAME จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 ได้อย่างเป็นรูปธรรม" ดร.พีรวัฒน์ กล่าว

หัวหน้าโครงการฯ ENTEC สวทช.กล่าวอีกว่า H-FAME ยังมีบทบาทในมิติทางเศรษฐกิจและนโยบายพลังงานของประเทศ การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบในประเทศ เช่น น้ำมันปาล์ม จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ และบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงที่ราคาพลังงานโลกผันผวน ยิ่งเราใช้พลังงานที่ผลิตได้เองมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยลดแรงกดดันด้านราคา และสร้างเสถียรภาพให้กับระบบพลังงานของประเทศมากขึ้น ในภาพรวม H-FAME จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกของเชื้อเพลิงชีวภาพแต่จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายพลังงานของภาครัฐเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน ช่วยเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศอย่างน้ำมันปาล์ม กระจายรายได้สู่ภาคการเกษตร และเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม บทบาทของเราคือการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือให้ประเทศเดินไปสู่พลังงานสะอาดได้จริง

ด้าน ดร.ศุภฤกษ์ เห็นประเสริฐแท้ นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. อธิบายถึงภาพรวมของการพัฒนา H-FAME หรือ Premium Biodiesel ว่าข้อจำกัดสำคัญของไบโอดีเซลแบบดั้งเดิม (FAME) คือการเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศได้ง่าย ทำให้เชื้อเพลิงเสื่อมสภาพซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบจ่ายเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ “นี่คือเหตุผลสำคัญที่เราต้องยกระดับคุณภาพของไบโอดีเซล โดยเฉพาะหากต้องการผลักดันการใช้งานในรูปแบบ B100” เทคโนโลยีการผลิต H-FAME ที่พัฒนาขึ้นใช้กระบวนการ Partial Hydrogenation โดยนำไบโอดีเซล B50 ไปผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนด้วยความร้อน เพื่อปรับปรุงโครงสร้างโมเลกุลให้จับขั่วกับไฮโดรเจน 1 ขั้ว ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ไบโอดีเซลพรีเมียมที่มีความเสถียรสูงขึ้น 

นักวิจัยและทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงฯ ENTEC สวทช.กล่าว เชื้อเพลิง H -FAME สามารถต้านทานการเสื่อมสภาพจากปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ดีกว่าไบโอดีเซลทั่วไปมากกว่า 3 เท่า มีความเป็นกรดกัดกร่อนน้อยกว่า ไบโอดีเซลทั่วไป ในน้ำมัน 1 ลิตรลดการปล่อยคาร์บอนได้ 50% ลดการปล่อยควัน ไอเสียไม่เหม็น อีกทั้งยังสามารถมีอายุยาวนานกว่าไบโอดีเซลทั่วไปที่หากข้างในถังนานอาจจับตัวเป็นตะกอนไปอุดตันหัวฉีดได้ ในด้านการพัฒนาเชิงกระบวนการ ทีมวิจัยได้ออกแบบระบบการผลิตแบบต่อเนื่องที่เป็นต้นแบบในระดับกึ่งอุตสาหกรรม ปัจจุบันมีกำลังการผลิตประมาณ 500 ลิตรต่อวัน และได้ยื่นจดสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิต H-FAME แล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดสู่การผลิตในระดับเชิงพาณิชย์ สำหรับความพร้อมในการใช้งานจริง 

ทีมวิจัยได้ดำเนินการทดสอบภาคสนามร่วมกับภาคเอกชนในหลากหลายอุตสาหกรรม โดย H-FAME ถูกนำไปใช้งานจริงในเครื่องจักรและยานยนต์หลายประเภท มากกว่า 3,000 ลิตร ทั้งรถโฟล์คลิฟท์ รถงานก่อสร้าง และรถบรรทุกสารเคมี โดยถูกใช้งานสูงสุดในรูปแบบ B100 แบบไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของเชื้อเพลิงชนิดนี้  หรือ ในอนาคตสามารถพิจารณาเติมในพาหนะอื่นเช่น รถไฟดีเซลราง หรือ เรือประมงก็ได้ การใช้งาน H-FAME สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 50% และลดการปล่อยฝุ่นควัน PM ได้สูงถึง 86% เมื่อเทียบกับน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียม

ปัจจุบันทีมวิจัยอยู่ระหว่างการหารือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไบโอดีเซลของไทย เพื่อขยายกำลังการผลิต โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนาไปสู่โรงงานสาธิตที่มีกำลังการผลิตในระดับ 10,000–30,000 ลิตรต่อวัน เพื่อรองรับการใช้งานจริงในภาคขนส่ง และเป็นกลไกสำคัญของประเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด H-FAME จึงไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมเชื้อเพลิง แต่เป็นคำตอบเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีในโครงสร้างพื้นฐานเดิม ซึ่งจะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม

ส่วน นายสยามณัฐ พนัสสรรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัน-อัพ รีไซคลิง จำกัด กล่าวถึงมุมมองของผู้ประกอบการต่อการนำ H-FAME มาใช้เป็นเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำว่า ที่ ซัน-อัพ รีไซคลิง เราดำเนินธุรกิจด้วยการเป็นผู้ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้ลูกค้า โดยให้บริการรีไซเคิลสารทำละลายอินทรีย์ (โซลเว้นท์) เช่น ทินเนอร์ แอลกอฮอล์ โทลูอีน ที่มีประสิทธิภาพและความบริสุทธิ์สูง และออกแบบ ผลิตเครื่องบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรม แบบ Evaporator ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่ช่วยลดของเสียและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้กับภาคอุตสาหกรรมมาโดยตลอด แต่เมื่อเราหันกลับมามองการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยเฉพาะในกิจกรรมการขนส่งของเราเอง กลับพบว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก เพราะการเปลี่ยนไปใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV) ในงานขนส่งวัตถุไวไฟยังทำได้ยากและมีข้อจำกัดทางเทคนิค เราจึงมองหาทางเลือกใหม่ จนได้มาพบกับ H-FAME ซึ่งเป็นคำตอบที่ตอบโจทย์บริษัทฯ ที่สุด

“จุดเด่นสำคัญคือ H-FAME เป็น Drop-in Fuel ที่เราสามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ ไม่ต้องลงทุนเครื่องชาร์จ และไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นใด ทำให้เราเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดได้โดยไม่เกิดภาระการลงทุนใหม่ ทั้งนี้ แม้ว่าในช่วงเริ่มต้นราคาของ H-FAME อาจจะสูงกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไปเล็กน้อย แต่บริษัทก็ยินดีที่จะลงทุนส่วนต่างนี้ เพราะเราถือว่านี่คือต้นทุนที่คุ้มค่าในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ตามแนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยโลก แต่ยังเป็นการช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ใน Scope 3 ให้กับลูกค้าของเราด้วย ทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของเรามีความยั่งยืนไปพร้อมกัน” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัน-อัพ รีไซคลิง จำกัด กล่าว 

นายสยามณัฐ กล่าวอีกว่า นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว H-FAME ยังสะท้อนถึงความมั่นคงทางพลังงานที่จับต้องได้ ในช่วงที่ผ่านมาเราเห็นผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกและปัญหาน้ำมันดีเซลขาดตลาดจากสภาวะสงคราม แต่ด้วยการใช้เชื้อเพลิงที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศผ่านนวัตกรรมของ สวทช. นี้เอง ทำให้เราสามารถก้าวข้ามความเสี่ยงเหล่านั้นไปได้ เราจึงไม่ได้เพียงแค่ช่วยชาติลดมลพิษเท่านั้น แต่ ซัน-อัพ รีไซคลิง ขอยืนหยัดเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยผ่านการใช้งานจริงและการยกระดับห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

H-FAME หรือ Premium Biodiesel สะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยในการพัฒนาเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำที่ใช้งานได้จริงในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยจุดเด่นเป็น Drop-in Fuel ใช้ได้ทันทีในเครื่องยนต์เดิม และรองรับการใช้งานในสัดส่วนที่สูงกว่าไบโอดีเซลทั่วไป (มากกว่า B20) จึงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ วิจัย และเอกชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันสู่การผลิตและใช้งานในวงกว้าง เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน ผู้สนใจสามารถเข้านิทรรศการผลงาน H-FAME ได้ที่งานประชุมวิชาการประจำปีสวทช. หรือ NAC2026 ได้ในวันที่ 24, 27-28 เม.ย. 69 เวลา 9:00 – 16:30 น. ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

และผู้ประกอบการที่สนใจร่วมทดสอบใช้งานจริง หรือสนใจต่อยอดขยายปริมาณการผลิต H-FAME ในโครงการต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนภาคขนส่งไทยสู่สังคมคาร์บอนตํ่า สามารถติดต่อได้ที่ ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าโครงการและหัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. E-mail: peerawat.sai@entec.or.th โทร. 02 564 6500 ต่อ 4747.

 


You might be intertested in this news.

Mostview

โศกนาฏกรรม สรุปคดี ‘น้ององุ่น’ เมื่อเด็กทะเลาะกัน จบด้วยเหตุสลด

ถือเป็นเรื่องเศร้าที่เกิดขึ้นกับเด็กน้อยวัย 7 ขวบ สำหรับ คดีน้ององุ่น ที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่ หมู่ 4 บ้านทิโคร่ง ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี หลังหายตัวปริศนา ทำให้คนในพื้นที่ต้องออกตระเวณตามหา ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค. ที่ผ่านมา และสุดท้ายได้พบศพ...

กระดกเหล้า-เต้นยั่วข้างเตียงผู้ป่วย “หมอแล็บ” จี้ศูนย์ฯ ดูแลตามบ้านให้เข้มงวด

หมอแล็บ แพนด้า โพสต์ภาพสาวดูแลผู้ป่วย กระดกเหล้า เต้นยั่วอยู่ข้างเตียง คาด เป็นพนักงานดูแลผู้ป่วยตามบ้าน ที่ไม่ได้จบตรงสายงาน จี้ศูนย์จัดการผู้ป่วยให้เข้มงวดมากขึ้น..

บัตรคนจน ยืนยันสำเร็จ 8.4 ล้าน อีก 4.1 แสน ยังต้องลุ้น

รัฐบาลเปิดเช็กสถานะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ยืนยันสิทธิสำเร็จแล้วกว่า 8.45 ล้านราย คิดเป็น 95% อีกกว่า 4.1 แสน ข้อมูลไม่ถูกต้อง ต้องลงทะเบียนใหม่ หรือ รอตรวจสอบ

The Voice 2026 คัมแบ็ก ครั้งแรกกับ “The Voice Teens” ควง 8 โค้ชหาเพชรเม็ดงาม

True5G จับมือ เอ็กซ์ซิท 365 ปลุกตำนาน “เสียงจริง ตัวจริง” พลิกโฉม The Voice 2026 ทุบสถิติถล่มทลายผู้สมัครกว่า 30,000 คนทั่วประเทศ พร้อมประกาศบิ๊กเซอร์ไพรส์ครั้งแรกในไทย คลอดสปินออฟ “The Voice Teens” ดึงวัยรุ่น 13-19 ปี ปล่อยของ พร้อมการปรากฏตัวของ “8 โค้ช

รีวิวหนัง Colony ยึดร่างคลั่ง ความกล้าฉีกขนบหนังซอมบี้

หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงกับหนัง “Train to Busan” ผู้กำกับ “ยอนซังโฮ” กลับมาอีกครั้ง กับหนังเรื่องใหม่ Colony หรือในชื่อไทย “ยึดร่างคลั่ง”...

TrustNEws Line