ENTEC สวทช. ชู H-FAME ไบโอดีเซลพรีเมียมคาร์บอนต่ำ โอกาสพาไทยรอดวิกฤติพลังงาน
by Trust News, 22 เมษายน 2569
ENTEC สวทช. ชู H-FAME ทางเลือกดีเซลพรีเมียม คาร์บอนต่ำ ใช้งานกับเครื่องดีเซลทุกชนิด ชูจุดเด่นลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 50% ไอเสียไม่เหม็น อยู่ค้างในถังได้นานไม่ตกตะกอน ผลิตจากน้ำมันปาล์ม พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตเชิงอุตสาหกรรมได้ทันที
เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews นักวิจัยพบสื่อมวลชน เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าผลงานวิจัย Premium Biodiesel (H-FAME) เชื้อเพลิงชีวภาพคุณภาพสูง เพื่อเป็นทางเลือกสำคัญของภาคขนส่งไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าโครงการและหัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. สะท้อนมุมมองว่า แม้โลกกำลังก้าวสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว แต่ภาคการขนส่งสินค้ายังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านได้ในทันที เทคโนโลยีต้องการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ รวมถึงข้อจำกัดด้านต้นทุน ทำให้เชื้อเพลิงทางเลือกยังคงมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ โดยเฉพาะเชื้อเพลิงที่สามารถผลิตได้จากวัตถุดิบในประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก
หัวหน้าโครงการฯ ENTEC สวทช.กล่าวต่อว่า ในบริบทนี้ H-FAME ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อขจัดข้อจำกัดของไบโอดีเซลทั่วไป โดยเฉพาะด้านเสถียรภาพต่อการเกิดออกซิเดชั่น (Oxidation Stability) ช่วยรักษาค่ากรดให้เป็นไปตามมาตรฐาน แม้มีการกักเก็บเป็นระยะเวลานานกว่าไบโอดีเซลปกติ 3 เท่า ทั้งยังลดการเกิดตะกอนที่ก่อให้เกิดการอุดตันในระบบเชื้อเพลิง และการเสื่อมสภาพของหัวฉีด ส่งผลให้สามารถยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังคงความสามารถของไบโอดีเซลทั่วไปไว้ ทั้งในการลดมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก และการชะล้างชิ้นส่วนในระบบเชื้อเพลิง
"จุดเด่นสำคัญของ H-FAME คือเป็นเชื้อเพลิงประเภท Drop-in Fuel สามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลง “นี่คือคำตอบที่ใช้งานได้จริงในปัจจุบัน” เพราะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทันทีในวงกว้าง โดยเฉพาะในภาคขนส่งเชิงพาณิชย์ เช่น รถบรรทุก ที่ใช้ในภาคโลจิสติกส์ ซึ่งยังพึ่งพาเครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก การใช้ H-FAME จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 ได้อย่างเป็นรูปธรรม" ดร.พีรวัฒน์ กล่าว
หัวหน้าโครงการฯ ENTEC สวทช.กล่าวอีกว่า H-FAME ยังมีบทบาทในมิติทางเศรษฐกิจและนโยบายพลังงานของประเทศ การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบในประเทศ เช่น น้ำมันปาล์ม จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ และบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงที่ราคาพลังงานโลกผันผวน ยิ่งเราใช้พลังงานที่ผลิตได้เองมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยลดแรงกดดันด้านราคา และสร้างเสถียรภาพให้กับระบบพลังงานของประเทศมากขึ้น ในภาพรวม H-FAME จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกของเชื้อเพลิงชีวภาพแต่จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายพลังงานของภาครัฐเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน ช่วยเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศอย่างน้ำมันปาล์ม กระจายรายได้สู่ภาคการเกษตร และเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม บทบาทของเราคือการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือให้ประเทศเดินไปสู่พลังงานสะอาดได้จริง
ด้าน ดร.ศุภฤกษ์ เห็นประเสริฐแท้ นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. อธิบายถึงภาพรวมของการพัฒนา H-FAME หรือ Premium Biodiesel ว่าข้อจำกัดสำคัญของไบโอดีเซลแบบดั้งเดิม (FAME) คือการเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศได้ง่าย ทำให้เชื้อเพลิงเสื่อมสภาพซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบจ่ายเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ “นี่คือเหตุผลสำคัญที่เราต้องยกระดับคุณภาพของไบโอดีเซล โดยเฉพาะหากต้องการผลักดันการใช้งานในรูปแบบ B100” เทคโนโลยีการผลิต H-FAME ที่พัฒนาขึ้นใช้กระบวนการ Partial Hydrogenation โดยนำไบโอดีเซล B50 ไปผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนด้วยความร้อน เพื่อปรับปรุงโครงสร้างโมเลกุลให้จับขั่วกับไฮโดรเจน 1 ขั้ว ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ไบโอดีเซลพรีเมียมที่มีความเสถียรสูงขึ้น
นักวิจัยและทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงฯ ENTEC สวทช.กล่าว เชื้อเพลิง H -FAME สามารถต้านทานการเสื่อมสภาพจากปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ดีกว่าไบโอดีเซลทั่วไปมากกว่า 3 เท่า มีความเป็นกรดกัดกร่อนน้อยกว่า ไบโอดีเซลทั่วไป ในน้ำมัน 1 ลิตรลดการปล่อยคาร์บอนได้ 50% ลดการปล่อยควัน ไอเสียไม่เหม็น อีกทั้งยังสามารถมีอายุยาวนานกว่าไบโอดีเซลทั่วไปที่หากข้างในถังนานอาจจับตัวเป็นตะกอนไปอุดตันหัวฉีดได้ ในด้านการพัฒนาเชิงกระบวนการ ทีมวิจัยได้ออกแบบระบบการผลิตแบบต่อเนื่องที่เป็นต้นแบบในระดับกึ่งอุตสาหกรรม ปัจจุบันมีกำลังการผลิตประมาณ 500 ลิตรต่อวัน และได้ยื่นจดสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิต H-FAME แล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดสู่การผลิตในระดับเชิงพาณิชย์ สำหรับความพร้อมในการใช้งานจริง
ทีมวิจัยได้ดำเนินการทดสอบภาคสนามร่วมกับภาคเอกชนในหลากหลายอุตสาหกรรม โดย H-FAME ถูกนำไปใช้งานจริงในเครื่องจักรและยานยนต์หลายประเภท มากกว่า 3,000 ลิตร ทั้งรถโฟล์คลิฟท์ รถงานก่อสร้าง และรถบรรทุกสารเคมี โดยถูกใช้งานสูงสุดในรูปแบบ B100 แบบไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของเชื้อเพลิงชนิดนี้ หรือ ในอนาคตสามารถพิจารณาเติมในพาหนะอื่นเช่น รถไฟดีเซลราง หรือ เรือประมงก็ได้ การใช้งาน H-FAME สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 50% และลดการปล่อยฝุ่นควัน PM ได้สูงถึง 86% เมื่อเทียบกับน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียม
ปัจจุบันทีมวิจัยอยู่ระหว่างการหารือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไบโอดีเซลของไทย เพื่อขยายกำลังการผลิต โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนาไปสู่โรงงานสาธิตที่มีกำลังการผลิตในระดับ 10,000–30,000 ลิตรต่อวัน เพื่อรองรับการใช้งานจริงในภาคขนส่ง และเป็นกลไกสำคัญของประเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด H-FAME จึงไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมเชื้อเพลิง แต่เป็นคำตอบเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีในโครงสร้างพื้นฐานเดิม ซึ่งจะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม
ส่วน นายสยามณัฐ พนัสสรรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัน-อัพ รีไซคลิง จำกัด กล่าวถึงมุมมองของผู้ประกอบการต่อการนำ H-FAME มาใช้เป็นเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำว่า ที่ ซัน-อัพ รีไซคลิง เราดำเนินธุรกิจด้วยการเป็นผู้ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้ลูกค้า โดยให้บริการรีไซเคิลสารทำละลายอินทรีย์ (โซลเว้นท์) เช่น ทินเนอร์ แอลกอฮอล์ โทลูอีน ที่มีประสิทธิภาพและความบริสุทธิ์สูง และออกแบบ ผลิตเครื่องบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรม แบบ Evaporator ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่ช่วยลดของเสียและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้กับภาคอุตสาหกรรมมาโดยตลอด แต่เมื่อเราหันกลับมามองการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยเฉพาะในกิจกรรมการขนส่งของเราเอง กลับพบว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก เพราะการเปลี่ยนไปใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV) ในงานขนส่งวัตถุไวไฟยังทำได้ยากและมีข้อจำกัดทางเทคนิค เราจึงมองหาทางเลือกใหม่ จนได้มาพบกับ H-FAME ซึ่งเป็นคำตอบที่ตอบโจทย์บริษัทฯ ที่สุด
“จุดเด่นสำคัญคือ H-FAME เป็น Drop-in Fuel ที่เราสามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ ไม่ต้องลงทุนเครื่องชาร์จ และไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นใด ทำให้เราเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดได้โดยไม่เกิดภาระการลงทุนใหม่ ทั้งนี้ แม้ว่าในช่วงเริ่มต้นราคาของ H-FAME อาจจะสูงกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไปเล็กน้อย แต่บริษัทก็ยินดีที่จะลงทุนส่วนต่างนี้ เพราะเราถือว่านี่คือต้นทุนที่คุ้มค่าในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ตามแนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยโลก แต่ยังเป็นการช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ใน Scope 3 ให้กับลูกค้าของเราด้วย ทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของเรามีความยั่งยืนไปพร้อมกัน” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัน-อัพ รีไซคลิง จำกัด กล่าว
นายสยามณัฐ กล่าวอีกว่า นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว H-FAME ยังสะท้อนถึงความมั่นคงทางพลังงานที่จับต้องได้ ในช่วงที่ผ่านมาเราเห็นผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกและปัญหาน้ำมันดีเซลขาดตลาดจากสภาวะสงคราม แต่ด้วยการใช้เชื้อเพลิงที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศผ่านนวัตกรรมของ สวทช. นี้เอง ทำให้เราสามารถก้าวข้ามความเสี่ยงเหล่านั้นไปได้ เราจึงไม่ได้เพียงแค่ช่วยชาติลดมลพิษเท่านั้น แต่ ซัน-อัพ รีไซคลิง ขอยืนหยัดเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยผ่านการใช้งานจริงและการยกระดับห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
H-FAME หรือ Premium Biodiesel สะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยในการพัฒนาเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำที่ใช้งานได้จริงในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยจุดเด่นเป็น Drop-in Fuel ใช้ได้ทันทีในเครื่องยนต์เดิม และรองรับการใช้งานในสัดส่วนที่สูงกว่าไบโอดีเซลทั่วไป (มากกว่า B20) จึงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ วิจัย และเอกชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันสู่การผลิตและใช้งานในวงกว้าง เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน ผู้สนใจสามารถเข้านิทรรศการผลงาน H-FAME ได้ที่งานประชุมวิชาการประจำปีสวทช. หรือ NAC2026 ได้ในวันที่ 24, 27-28 เม.ย. 69 เวลา 9:00 – 16:30 น. ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
และผู้ประกอบการที่สนใจร่วมทดสอบใช้งานจริง หรือสนใจต่อยอดขยายปริมาณการผลิต H-FAME ในโครงการต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนภาคขนส่งไทยสู่สังคมคาร์บอนตํ่า สามารถติดต่อได้ที่ ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าโครงการและหัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. E-mail: peerawat.sai@entec.or.th โทร. 02 564 6500 ต่อ 4747.
You might be intertested in this news.
Mostview
สลด! อดีต ปธ.บริษัทโลจิสติก ยิงลาโลกพร้อมภรรยา ทิ้งจดหมายสั่งเสีย
เหตุสลด อดีตประธาน บริษัทโลจิสติก ชื่อดัง ลั่นไกยิงภรรยา ก่อนยิงตัวเองเสียชีวิตทั้งคู่ คาบ้านพักหรูย่านบางชัน พบจดหมายสั่งเสียวางไว้บนโต๊ะ...
ช็อกคนญี่ปุ่น พ่อเลี้ยงสารภาพฆ่า เด็กชาย 11 ขวบ ก่อนย้ายศพหมกป่าหนีตำรวจ
ปิดฉากการค้นหา 3 สัปดาห์ คดีเด็กชายวัย 11 ปีหายตัวที่เกียวโต สุดท้ายพบเป็นศพกลางป่า ขณะที่ ต้องพบความจริงที่เจ็บปวด เมื่อพ่อเลี้ยงหนุ่มจำนนต่อหลักฐาน รับสารภาพช็อกคนทั้งญี่ปุ่น 'ผมเป็นคนทำเอง' เผยพฤติกรรมสุดอำมหิต ย้ายศพหนีการค้นหาของตำรวจนับพันนาย
"หงส์แดง" เศร้า! อเล็กซ์ แมนนิงเกอร์ อดีตโกลทีมชาติออสเตรีย เสียชีวิตวัย 48 ปี
สโมสรลิเวอร์พูลออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ อเล็กซ์ แมนนิงเกอร์ (Alex Manninger) อดีตผู้รักษาประตูมากประสบการณ์ที่เสียชีวิตลงด้วยวัย 48 ปี (1977-2026) ...
ผลการศึกษาชี้ "รถไฟฟ้าสายสีเขียว 20 บาท" ทำได้จริง ชง กทม.ดำเนินการใน 1 ปี
สภาผู้บริโภค-ม.ศรีปทุม เปิดผลศึกษารถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังหมดสัมปทานปี 2572 ยืนยัน ค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายแบบ 2 โมเดล ทำได้จริง เล็งเสนอพร้อมคู่มือการเปลี่ยนผ่านสัมปทาน ให้กรุงเทพมหานครพิจารณา หวังดำเนินการได้ใน 1 ปีช่วยลดค่าเดินทางประชาชน
เบื้องหลัง “สากสังหาร" คดีนองเลือดในร้านตัดผม
เบื้องหลัง “สากสังหาร" คดีนองเลือดในร้านตัดผม กับคำอวดเมีย 28 คน! และความจริงในการที่มีการจัดฉากป้องกันตัว เพื่ออำพรางการฆาตกรรม? ...
ข่าวที่เกี่ยวข้อง