กรมประมงเร่งปลดล็อกปัญหากุ้ง–กะพงขาว เจรจามาเลเซียเพื่อรักษาโอกาสการค้า
by Trust News, 9 มิถุนายน 2569
กรมประมงเร่งเดินหน้าเจรจากับทางการมาเลเซีย แก้ปัญหาปัญหาแบนกุ้งไทย 5 สายพันธุ์ จากปมเรียกตรวจปลากะพงขาวนำเข้า มุ่งรักษาโอกาสทางการค้า เพื่อให้การค้าสัตว์น้ำระหว่างสองประเทศกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด พร้อมผลักดันมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร
กรณีประเทศมาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งทะเลจากไทย 5 ชนิดเป็นการชั่วคราว ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เพื่อตอบโต้มาตรการนำเข้าสัตว์น้ำจากไทย เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ปลากะพงขาวต้องมีผลการตรวจวิเคราะห์ยาปฏิชีวนะ จากห้องปฏิบัติการที่ได้รับมาตรฐาน ISO 17025 และได้รับการรับรองจากกรมประมง
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากที่กรมประมงได้รับหนังสือแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทยเกี่ยวกับมาตรการนำเข้าสัตว์น้ำจากไทย เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ปลากะพงขาวต้องมีผลการตรวจวิเคราะห์ยาปฏิชีวนะ ได้แก่ สารคลอแรมฟินิคอล ไนโตรฟิวแรน ควิโนโลน ฟลูออโรควิโนโลน มาลาไคท์กรีน อ๊อกซีเตรตร้าซัยคลิน จากห้องปฏิบัติการที่ได้รับมาตรฐาน ISO 17025 และได้รับการรับรองจากกรมประมง ขณะที่สินค้ากุ้งจำนวน 5 ชนิดถูกระงับการนำเข้าชั่วคราว จนกว่าฝ่ายมาเลเซียจะประเมินความสามารถของประเทศไทยในการป้องกันและควบคุมโรคในกุ้งแล้วเสร็จ ใน 3 กระบวนการ คือ การประเมินเอกสาร การหารือออนไลน์ และการประเมิน ณ สถานที่จริง
อธิบดีกรมประมง กล่าวต่อว่า จากที่กล่าวมากรมประมงได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดำเนินการเชิงรุกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานสินค้าประมงไทยในตลาดโลก สำหรับการส่งออกปลากะพงขาวของไทยไปยังมาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็น “ลูกพันธุ์ปลากะพงขาว” ซึ่งมีใบรับรองสุขภาพสัตว์น้ำกำกับอยู่แล้ว และไม่ได้อยู่ในขอบข่ายของข้อกำหนดการตรวจสารตกค้างดังกล่าว ส่งผลให้ปัจจุบันยังสามารถส่งออกได้ตามปกติ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการส่งออกลูกพันธุ์ปลากะพงขาวของไทย โดยมีตัวเลขการส่งออกในปี 2568 มูลค่ากว่า 33 ล้านบาท และ ปี 2569 (4 เดือนแรก) ยังมีการส่งออกลูกพันธุ์ปลาอย่างต่อเนื่อง มูลค่าสูงถึง 23.2 ล้านบาท ส่วนด้านการนำเข้า ส่วนใหญ่เป็นแบบแช่เย็นแช่แข็ง โดยในปี 2568 มูลค่า 425 ล้านบาท และในปี 2569 (4 เดือนแรก) มูลค่า 1.5 ล้านบาท
นางฐิติพร กล่าวอีกว่า เพื่อลดผลกระทบให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง กรมประมงได้ดำเนินการเชิงรุกทันที โดยแจ้งเตือนผู้ประกอบการส่งออกอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ พร้อมทั้งเร่งประสานฝ่ายมาเลเซียเพื่อเปิดการเจรจาตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 และขอนัดหารืออีกครั้งในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ จึงได้ประสานขอหารืออย่างต่อเนื่องเรื่อยมา พร้อมทั้งได้จัดส่งคำตอบแบบประเมินความสามารถในการป้องกันและควบคุมโรคในกุ้งให้มาเลเซียตามที่ร้องขอแล้ว ผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 และจัดส่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 นี้ เพื่อเร่งรัดกระบวนการพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการปลดล็อกมาตรการดังกล่าวและรักษาโอกาสทางการค้าของผู้ประกอบการไทย ทั้งนี้ มีการส่งออกกุ้งทุกชนิดไปยังมาเลเซีย ทั้งแบบมีชีวิตและผลิตภัณฑ์ ดังนี้ ปี 2566 มูลค่า 774 ล้านบาท ปี 2567 มูลค่า 539 ล้านบาท และปี 2568 มูลค่า 384 ล้านบาท ซึ่งมาเลเซียยังเป็นตลาดส่งออกกุ้งสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง
อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กรมประมงยังได้ประสานงานกับหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ รวมถึงสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาในทุกมิติ พร้อมช่วยระบายผลผลิตกุ้งในประเทศผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญของประเทศ รวมถึงเตรียมผลักดันมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งที่ได้รับผลกระทบจากภาวะราคาตกต่ำ โดยเสนอการชดเชยราคากุ้งในอัตรา 20 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน และเพิ่มการประชาสัมพันธ์สินค้ากุ้งในงานแสดงสินค้าในต่างประเทศเพื่อเปิดตลาดทางการค้าเพิ่มขึ้น
นางฐิติพร กล่าวด้วยว่า กรมประมงมีความพร้อมในการชี้แจงข้อมูลทางวิชาการและมาตรฐานการควบคุมโรคสัตว์น้ำของประเทศไทยต่อฝ่ายมาเลเซียอย่างเต็มที่ ซึ่งเชื่อมั่นว่า “ด้วยความร่วมมืออันดีระหว่างทั้งสองประเทศ จะสามารถคลี่คลายประเด็นดังกล่าวได้โดยเร็ว” พร้อมรักษาความต่อเนื่องทางการค้า ควบคู่กับการคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานสินค้าประมงไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน.
You might be intertested in this news.
Mostview
เถียนซีเวย สาวหวานสู้มือ ปลดหน้ากาก ตัวตนและความจริงใจ (ชมคลิป)
เถียนซีเวย สาวหวานสู้มือ ปลดหน้ากาก ตัวตนและความจริงใจ (ชมคลิป)
แซน-พนมกร ผันตัวเป็นผู้จัด เบิกฤกษ์บวงทรวง “โฮมฮัก รักเต็มจาน”
บริษัท เอชทูโก เอ็นต์เตอร์เทนเมนท์ จำกัด ค่ายบันเทิงและผู้ผลิตคอนเทนต์ ได้ฤกษ์งามยามดีจัดพิธีบวงสรวงเปิดกล้องซีรีส์ละมุนหัวใจ เรื่องใหม่ “โฮมฮัก รักเต็มจาน” ณ ลานเทวาลัยฟีนิกซ์ ชั้น 6 ศูนย์การค้าฟีนิกซ์ ประตูน้ำ
ปักหมุดไทยสู่ศูนย์กลางเกมแห่งเอเชียที่งาน gamescom asia x Thailand Game Show 2026
เริ่มมาอย่างเร้าใจทั้งโซนธุรกิจและความบันเทิงกับงาน gamescom asia x Thailand Game Show 2026 มหกรรมเกมหยุดทุกความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมเกมให้มุ่งมายังไทย ภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน สู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกมในภูมิภาคอาเซียนเต็มตัว
ผู้ว่าฯ กทม.แก้โจทย์ 3 น้ำ ปรับแนวคิดผังเมือง ใช้เทคโนโลยี-AI สู้อากาศสุดขั้ว
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เปิดฉากทัศน์อนาคตน้ำกรุงเทพฯ ถอดสมการ 3 น้ำโดยการผสาน AI-นวัตกรรม สู้อากาศสุดขั้ว พร้อมยกระดับเมืองลุ่มต่ำ โดยปรับแนวคิดผังเมืองสู่ Compact City ป้องกันน้ำท่วมยั่งยืนแบบ ที่มีการพัฒนาอาคารสูงและความหนาแน่นอย่างเป็นระบบ
เจนเย่ ปล่อยซิงเกิล Apple Candy เซ็กซี่ ขี้เล่น กำลังดี
กลับมาทวงพื้นที่หัวใจแฟนเพลง โดยศิลปินสาว JANEYEH (เจนเย่-เมธิกา จีรนรภัทร) ที่มาพร้อมซิงเกิลใหม่ “Apple Candy” เพลงป๊อปสุดสดใสที่มีเสน่ห์ของสาวมั่น แฝงความขี้เล่นและเซ็กซี่กำลังดี ชวนคนที่กำลังแอบมองให้เลิกเขิน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง