สภาผู้บริโภคยื่นเสนอ ETDA สั่ง “เฟซบุ๊ก” เยียวยา เหยื่อโกงออนไลน์ 397 ล้าน
by Trust News, 21 มิถุนายน 2569
สภาผู้บริโภคยื่น ETDA 5 ข้อเสนอเร่งด่วน จี้ใช้อำนาจตามกฎหมายสั่ง Facebook เยียวยาเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ พร้อมบีบแพลตฟอร์มขึ้นทะเบียนตั้งเงินสำรองเยียวยา และหยุดอัลกอริทึมยิงโฆษณาหลอกลวง ชี้มูลค่าเสียหายที่ร้องเรียนรวมแล้วกว่า 397 ล้านบาท
สภาผู้บริโภค ยื่นหนังสือถึงสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เอ็ตด้า (ETDA) เสนอมาตรการคุ้มครองผู้ใช้งานบนสื่อสังคมออนไลน์และการเยียวยาผู้บริโภค หลังภัยโกงออนไลน์ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดจากการหลอกลวงบนเฟซบุ๊ก (Facebook) จากข้อมูลการร้องเรียนของสภาผู้บริโภค ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 มีมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 397 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพราะตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมผู้เสียหายที่ทยอยร้องเรียนเข้ามาหลังเดือนพฤษภาคม เฟซบุ๊กแชมป์ร้องเรียนคนถูกหลอก เกือบ 60%
นางสาวนิสรา แก้วสุข ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค
เปิดเผยว่า เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สภาผู้บริโภครวบรวม ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 มีทั้งสิ้น 11,815 เรื่อง โดยเฟซบุ๊ก สูงที่สุดถึง 6,986 เรื่อง หรือคิดเป็น 59.13% มูลค่าความเสียหายกว่า 397 ล้านบาท รองลงมาคือกลุ่มอีคอมเมิร์ซ 1,834 เรื่อง (15.52%) เสียหายกว่า 18 ล้านบาท และเว็บไซต์ต่าง ๆ 1,459 เรื่อง (12.35%) เสียหายกว่า 36 ล้านบาท ขณะที่ แพลตฟอร์มอื่นก็มีมูลค่าความเสียหายน่ากังวลเช่นกัน ทั้งไลน์ (LINE) 43.88 ล้านบาท เอ็กซ์ (X) 28.89 ล้านบาท และ ติ๊กต๊อก (TikTok) 20.55 ล้านบาท
ผู้ช่วยเลขานุการฯ สภาผู้บริโภค กล่าวต่อว่า ปริมาณการร้องเรียนพุ่งขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2567 ซึ่งเป็นจุดที่มีการร้องเรียนสูงสุดราว 2,781 เรื่อง และเป็นปีเดียวกับที่สภาผู้บริโภคเริ่มทำหนังสือถึงเฟซบุ๊กให้เร่งแก้ปัญหา เมื่อเจาะลึกเฉพาะเฟซบุ๊กพบว่าปัญหาหลักคือช่องทางหลอกลวงและโฆษณาหลอกลวงกว่า 2,400 เรื่อง ตามด้วยสินค้าไม่ตรงปก โฆษณาเป็นเท็จหรือเกินจริง ขอเงินคืนไม่ได้เมื่อสินค้ามีปัญหา และสินค้าชำรุดบกพร่อง
เสนอขยายเวลาเก็บข้อมูลเป็น 1 ปี
นางสาวนิสรา กล่าวอีกว่า รูปแบบที่น่าห่วงคือการหลอกลงทุนและหลอกให้รัก ซึ่งออกแบบมาอย่างแนบเนียนจนคนทั่วไปแยกแยะได้ยาก และกว่าผู้เสียหายจะรวบรวมหลักฐานไปแจ้งความ ข้อมูลผู้ลงโฆษณาก็อาจถูกลบไปแล้ว ดังนั้น การเก็บข้อมูลเพียง 90 วันจึงอาจไม่เพียงพอ โดยยกตัวอย่างกรณีฐานข้อมูลของไลน์ที่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกว่าจะประสานผ่านตัวแทนในไทยไปถึงปลายทางและตรวจสอบ มักใช้เวลาเกิน 30 - 60 วัน เมื่อข้อมูลถูกลบไปก่อนก็ตามต้นทางไม่ได้ จึงเสนอให้ขยายเวลาเก็บข้อมูลเป็น 1 ปี เพื่อรักษาสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้บริโภค
"การถูกหลอกไม่ใช่ความผิดของผู้เสียหาย แต่เป็นเพราะระบบยังไม่มีการคัดกรองและป้องกันที่ดีพอ
หน้าที่สกัดโฆษณาหลอกลวงตั้งแต่ต้นทางเป็นของแพลตฟอร์มและหน่วยงานกำกับดูแล ไม่ใช่ผลักภาระให้ผู้บริโภคต้องระแวงและป้องกันตัวเองตามลำพัง สิ่งที่เราผลักดันคือทำให้ทั้งระบบปลอดภัยขึ้น และเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว ผู้บริโภคต้องได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม" ผู้ช่วยเลขานุการฯ สภาผู้บริโภค กล่าว
เสียงสะท้อนผู้เสียหาย เงินลงทุนหลักล้านหายวับ
ผู้เสียหายรายหนึ่งที่ร่วมหารือในวงประชุมดังกล่าว กล่าวถึงวิธีการของมิจฉาชีพว่า ตัวเองเริ่มจากเห็นโฆษณาบนเฟซบุ๊กชักชวนสอนเล่นหุ้นฟรี ก่อนมีการโทรศัพท์มาและพาเข้ากลุ่มไลน์ ภายในกลุ่มมีการอ้างอิงหุ้นจริงที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเทรดที่โหลดได้จากแอปสโตร์ (App Store) ทำให้ดูน่าเชื่อถือ จากเงินลงทุนราว 1.9 ล้านบาท ระบบแสดงยอดเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 6 ล้านบาทภายในเดือนเดียว แต่เมื่อจะถอนเงินกลับถูกเรียกเก็บค่าคอมมิชชันเพิ่มอีกหลายแสนบาท สุดท้ายความเสียหายรวมเป็นเงินหลายล้านบาท โดยเงินถูกโอนผ่านบัญชีม้าและแปลงเป็นคริปโทเคอร์เรนซีเพื่อตัดการตามรอย ขณะที่ผู้สอนที่ปรากฏก็ไม่อาจระบุได้ว่าเป็นคนจริงหรือระบบอัตโนมัติ
คนไทยใช้เฟซบุ๊ก 51 ล้านบัญชี แต่ผู้บริโภคถูกทิ้งเผชิญภัยออนไลน์
ด้านนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ระบุว่า คนไทยใช้เฟซบุ๊กกว่า 51 ล้านบัญชีแพลตฟอร์มมีรายได้จากค่าโฆษณาในได้ไทยปีละหลายหมื่นล้านบาทและแทบไม่เสียภาษี ขณะที่ผู้บริโภคซื้อของเล็กน้อยในร้านสะดวกซื้อยังต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มทันที แต่ผู้ที่ถูกหลอกผ่านโฆษณากลับแทบไม่เคยได้เงินคืน เพราะแพลตฟอร์มมักอ้างว่าเป็นเพียงตัวกลาง หรือ Discovery Platform ทั้งที่เป็นผู้รับเงินค่าโฆษณาและได้ประโยชน์โดยตรง
"เปรียบเหมือนมีโจรอยู่ข้างหลังแพลตฟอร์ม ถ้าได้ประโยชน์จากค่าโฆษณาแต่ไม่จัดการโจรที่มาหลอกประชาชน ก็ต้องร่วมรับผิดชอบ ไม่ใช่อ้างว่าเป็นแค่ตัวกลางแล้วลอยตัว เงินที่ประชาชนสูญไปคือเงินเก็บทั้งชีวิตของหลายครอบครัว ถึงเวลาที่แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้บริโภครับกรรมอยู่ฝ่ายเดียว" นางสาวสารี กล่าวเสริม
นางสาวสารี กล่าวอีกว่า ปัจจุบันคดีที่แจ้งความกับตำรวจมีมากกว่า 1.2 ล้านคดี และกว่า 80 - 90% เป็นอาชญากรรมออนไลน์ ไม่ใช่การจี้ปล้นแบบเดิมอีกต่อไป การรอให้ผู้เสียหายไปไล่ตามทีละรายจึงแทบไม่มีทางได้รับการเยียวยา ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันที่ต้นทาง พร้อมระบุว่าหลายประเทศเริ่มให้อำนาจรัฐกำกับแพลตฟอร์มอย่างเข้มข้น เช่น กฎหมาย OHCA ในสิงคโปร์ที่มีการสั่งปรับแพลตฟอร์มตามสัดส่วนรายได้
5 ข้อเสนอ ปิดประตูมิจฉาชีพออนไลน์
ทั้งนี้ ความเสียหายมหาศาลที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าประเทศไทยยังไม่มีระบบป้องกันและกำกับดูแลแพลตฟอร์มแบบครบวงจร สภาผู้บริโภคจึงเสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนต่อเอ็ตด้า รับผิดชอบและไม่ปล่อยมิจฉาชีพใช้แพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือ ดังนี้
1. สั่งเฟซบุ๊กเยียวยาทันที ชดเชยผู้บริโภคที่ร้องเรียนต่อสภาผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เฉพาะที่สภาผู้บริโภคไม่น้อยกว่า 397 ล้านบาท โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งสภาผู้บริโภคย้ำว่าข้อมูลร้องเรียนสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Trace Back) ไปยังต้นทางได้ และคาดหวังให้ชดเชยกลุ่มแรกได้ครบ 100%
2. อุดช่องโหว่โฆษณาเสี่ยง เร่งบังคับใช้มาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทันที โดยลดกรอบเวลาจาก 180 วัน เพราะประกาศให้ยืนยันตัวตนที่ออกเมื่อพฤษภาคมจะมีผลอีกราว 6 เดือน ทำให้ยังมีผู้ถูกหลอกเพิ่มในระหว่างนี้ พร้อมเริ่มจากกลุ่มเสี่ยงสูงอย่างหลอกลงทุน หลอกกู้เงิน และเว็บพนัน ขยายเวลาเก็บข้อมูลผู้ซื้อโฆษณาจาก 90 วัน เป็น 1 ปี ยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาด้วยระบบ e-KYC และจัดทำคลังโฆษณาให้ตรวจสอบย้อนหลังได้
3. บังคับขึ้นทะเบียน ให้แพลตฟอร์มที่ให้บริการในไทยต้องขึ้นทะเบียนและขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ
ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 เพื่อให้มีนิติบุคคลผู้รับผิดชอบตามกฎหมายไทยคอยประสานระงับเหตุและเยียวยาผู้บริโภคได้ทันท่วงที ไม่ใช่เพียงทำหน้าที่ประสานงาน
4. ตั้งเงินสำรองเยียวยา ให้ผู้บริโภคแจ้งระงับโฆษณาอันตรายได้ทันที และหากพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเกิดจากแพลตฟอร์มคัดกรองไม่ดีพอ หรือปล่อยให้อัลกอริทึมขยายโฆษณาหลอกลวง แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดและสำรองเงินเยียวยาผู้บริโภคโดยตรง เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายที่สูญเงินจนกระทบการใช้ชีวิตในระยะสั้น
5. ปิดสวิตช์อัลกอริทึมหลอกลวง นำหลักหน้าที่ความรับผิดชอบ (Duty of Care) มาบังคับใช้
ทั้งหยุดอัลกอริทึมที่ยิงซ้ำโฆษณาหลอกลวงเข้าหาคนที่อ่อนไหว คุ้มครองกลุ่มเสี่ยงอย่างเยาวชนต่ำกว่า 16 ปี และผู้สูงอายุเกิน 60 ปี ที่ส่วนใหญ่ไม่มีรายได้ประจำ รวมถึงคัดกรองด้วย AI ควบคู่คนจริง
และนำโฆษณาหลอกลวง (Scam Ads) ออกทันทีเมื่อตรวจพบ
ETDA รับลูก ดันมาตรการกำกับเข้มแพลตฟอร์ม
ด้านนางสาวพลอย เจริญสม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวว่า ข้อเสนอของสภาผู้บริโภคสอดคล้องกับแนวทางที่เอ็ตด้ากำลังดำเนินการอยู่ โดยที่ผ่านมาได้ออกมาตรการให้แพลตฟอร์มนำโพสต์หลอกลวงออก (Take Down) และให้ยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณา (KYC) แล้ว และกำลังพิจารณามาตรการเชิงป้องกันเพิ่มเติมเพื่อลดและเฝ้าระวังโพสต์หลอกลวง รวมถึงลดการเข้าถึงกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้แพลตฟอร์มต่างชาติเพียงจดแจ้งยังไม่สามารถบังคับให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลใน ไทยได้ จึงอยู่ระหว่างผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจแพลตฟอร์มฉบับใหม่ที่จะให้อำนาจกำหนดว่าบริการลักษณะใดต้องมา จดทะเบียนหรือมีตัวแทนรับผิดชอบในไทย ส่วนแนวคิดเรื่องเงินสำรองเยียวยานั้นเกี่ยวข้องกับกฎหมายป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (กฎหมายบัญชีม้า) ที่ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยจะนำข้อเสนอของสภาผู้บริโภคไปหารือกับแพลตฟอร์มเพื่อกำหนดมาตรการที่บังคับได้จริง
ทั้งนี้ การยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายข้างต้นของสภาผู้บริโภคเป็นการดำเนินการต่อเนื่อง ภายหลังสภาผู้บริโภคได้ยื่นฟ้องแพลตฟอร์มและธนาคารที่เกี่ยวข้องไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม การฟ้องร้องแพลตฟอร์มที่จดทะเบียนในต่างประเทศมีภาระและข้อจำกัดสูง ทั้งการส่งหมายและการพิสูจน์ที่ตั้งหรือสถานะตัวแทนในประเทศไทย การผลักดันเชิงนโยบายควบคู่กันไปจึงเป็นอีกทางหนึ่งที่จะคุ้มครองผู้บริโภคได้กว้างและเร็วกว่า โดยหากผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากภัยออนไลน์ สามารถร้องเรียนมายังสภาผู้บริโภคได้ที่ เว็บไซต์สภาผู้บริโภค.
You might be intertested in this news.
Mostview
ย้อนประวัติศาสตร์จากละคร "สอดสร้อยมาลา" ช่วงปี พ.ศ.2500 เกิดอะไรขึ้นบ้าง
ไม่มีปีไหนในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ที่จะเต็มไปด้วยความย้อนแย้งเท่าปี พ.ศ. 2500 เมื่อมหาพิธีฉลอง 25 พุทธศตวรรษอันยิ่งใหญ่ ถูกจัดขึ้นท่ามกลางสมรภูมิการเมืองที่ดุเดือดที่สุด นี่เป็นเรื่องราวสำคัญ ที่ถูกสะท้อนภาพลงในละคร "สอดสร้อยมาลา" ทางช่อง One
รีวิวหนัง Hungry มันเด้งขึ้นมาแดก พล็อตเดิมๆ เพิ่มเติมมันคือ ฮิปโปฯ
ก่อนเดินเข้าสู่โรงหนัง เพื่อดู “Hungry” หรือในชื่อไทย “มันเด้งขึ้นมาแดก” นั้น ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพียงแต่ต้องการความตื่นเต้นและแปลกใหม่ ว่า “ฮิปโปฯ” จะกลายเป็นสัตว์นักล่า ได้อย่างไร ...
เจาะเล่ห์ ‘ทนายจิตตรี’ จากซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’ วิถีเลือดเย็นที่กลั่นจากสังคมไทย
ถือเป็นซีรีส์น้ำดีอีกเรื่อง ที่สะท้อนสังคมไทยอย่างถึงแก่น สำหรับเรื่อง “ทนายปีศาจ” ซีรีส์ 10 ตอนของ Netflix ที่กล้า “หยิบจับ” ประเด็นที่สังคมไทยมานำเสนอ....
"ขอโทษ...ผมโดนรุม" สรุปคดี ตชด.ปืนดุยิงดับวิน 2 ศพ ป้องกันตัวเกินกว่าเหตุ?
ถือเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ สำหรับ คดี ยิงดับวิน จยย. 2 ศพ และบาดเจ็บ 1 ที่ตลาดห้วยขวาง ที่ตอนแรกนั้น เราอาจจะไม่ทราบว่าจุดเริ่มต้น มันอยู่ตรงไหน เห็นแต่เพียงภาพ ประชาชนแตกตื่น และวิ่งหลบกระสุนอย่างอลม่านแต่เมื่อ มีการเปิดเผยภาพ วงจรปิดในเวลาต่อมา ...
ทรู-ดีแทค จับมือร้านดัง เสิร์ฟเมนูพิเศษ จัดเต็มส่วนลดให้ลูกค้าเติมเงินเมียนมา
แค่กินอาหารถิ่นก็เหมือนกลับบ้าน ทรู-ดีแทค จับมือร้านดังที่การันตี อาหารเมียนมา 5 ดาว จัดเต็มส่วนลดและ เมนูพิเศษ ให้ลูกค้าเติมเงินชาวเมียนมา ได้อิ่มอร่อยกับอาหารบ้านเกิดทั่วไทยตลอดปี 2569 กับแคมเปญ “ร้านอาหารเมียนมาอร่อย 5 ดาว อร่อยและคุ้มค่าทรูดีแทคแนะนำ”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง