วันอาทิตย์, มีนาคม 22, 2569

วิจัยชี้ CP Foods เพิ่มมูลค่าบริษัท–บรรลุเป้าหมายสภาพภูมิอากาศปี 2030

by Trust News, 31 มกราคม 2569

งานวิจัยชี้ CP Foods เพิ่มมูลค่าบริษัท–บรรลุเป้าหมายสภาพภูมิอากาศปี 2030 ได้ หากปรับกลยุทธ์สู่โปรตีนจากพืช...

งานวิจัยล่าสุดโดย Madre Brava ร่วมกับ Profundo องค์กรไม่แสวงกำไรจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน ห่วงโซ่อุปทาน สิทธิมนุษยชน การวิเคราะห์นโยบาย และการลงทุนพบว่า บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CP Foods มีโอกาสเพิ่มมูลค่าธุรกิจ เสริมความแข็งแกร่งด้าน ESG และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทอาหารด้านความยั่งยืนของประเทศไทยและภูมิภาค หากปรับสัดส่วนการผลิตไปสู่โปรตีนจากพืชในระดับที่เหมาะสม ควบคู่กับการผลิตโปรตีนจากสัตว์อย่างยั่งยืน

วิชญะภัทร์ ภิรมย์ศานต์ ผู้จัดการประเทศไทย องค์กร Madre Brava เผยว่า รายงานฉบับนี้ชี้ว่า CP Foods ซึ่งเป็นผู้ผลิตโปรตีนจากสัตว์และอาหารสัตว์รายใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกเนื้อไก่แปรรูปรายใหญ่ระดับโลก เป็นบริษัทผู้ผลิตเนื้อสัตว์เพียงรายเดียวในประเทศไทย ที่ได้กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้กรอบ Science Based Targets initiative (SBTi) สอดคล้องกับเป้าหมายความตกลงปารีส

การวิเคราะห์ของ Profundo ได้คำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตเนื้อหมู เนื้อไก่ และนมวัวตลอดห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกของ CP Foods เปรียบเทียบกับเป้าหมาย SBTi ของบริษัท พบว่า การใช้ on-farm mitigation measures และการปรับเปลี่ยนการผลิตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเพิ่มสัดส่วนโปรตีนจากพืช ขณะที่ยังคงการผลิตโปรตีนจากสัตว์ในระดับที่ยั่งยืน โดยให้มีโปรตีนจากพืชในอัตรา 12% ภายในปี 2030 จะลดก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทฯ ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ และบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศในปี 2030 ได้ 70%

ทั้งนี้ หากบริษัทฯอยากบรรลุเป้าหมายให้ได้ตามที่บริษัทฯ ตั้งไว้ จะต้องอาศัยการเปลี่ยนผ่านด้านโปรตีนในอัตราที่สูงกว่านี้ โดยรายงานฉบับนี้พบว่า การเปลี่ยนผ่านด้านโปรตีนในอัตรา 23% ภายในปี 2030 ควบคู่ไปกับมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในกิจการปศุสัตว์ จะทำให้บริษัท CP Foods บรรลุเป้าหมายได้สภาพภูมิอากาศได้ โดยมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในกิจการปศุสัตว์ได้แก่ การจัดการมูลสัตว์ สารเสริมในอาหารสัตว์ การใช้พลังงานหมุนเวียน

โปรตีนจากพืชช่วยเพิ่มกำไร ลดต้นทุน และบรรเทาภาระหนี้

การปรับกลยุทธ์สู่โปรตีนพืชอาจมีส่วนช่วยเพิ่มกำไรของบริษัท และเพิ่มมูลค่าของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ การผลิตโปรตีนจากพืชลดต้นทุนในการผลิต เนื่องจากว่าใช้วัตถุดิบน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการผลิตเนื้อสัตว์ เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และการใช้ยาปฏิชีวนะ และยังใช้ที่ดินน้อยกว่าต่อปริมาณโปรตีน 100 กรัมเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์และนมวัว รายงานยังชี้ว่า หากปรับเปลี่ยนอย่างค่อยเป็นยค่อยไปสู่โปรตีนจากสัตว์และโปรตีนจากพืชอย่างละ 50% ภายในปี 2050 อาจส่งผลเชิงบวกต่อมูลค่าหุ้นของบริษัท CP Foods ได้ถึง 169% ซึ่งมาจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง และตัวคูณการประเมินมูลค่าที่สูงขึ้น (valuation multiples)

“รายงานฉบับนี้ยังระบุว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่โปรตีนจากพืช จะยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงของ CPF โดยคาดว่าการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะส่งผลเชิงบวกต่อคะแนนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social and Governance- ESG) ของบริษัท ซึ่งอาจส่งผลเชิงบวกต่อมูลค่าหุ้นและตัวคูณการประเมินมูลค่า เช่น อัตราส่วนราคาต่อกำไร (Price/Earnings Ratio) ในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากคะแนนเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นต่อกลุ่มนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ”

มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในการผลิตเนื้อสัตว์อย่างเดียวไม่พอ
ในฉากทัศน์ที่ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นปกติ (Business-as-usal, BAU) มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในกิจการปศุสัตว์จะช่วยลดก๊าซได้ 3.5 ล้านตันคาร์บอนไดอ็อกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็น 9% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของบริษัทฯ ในปี 2024 ซึ่งหมายความว่าการดำเนินต่อไปภายใต้ฉากทัศน์ที่ทุกอย่างเป็นปกติ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และไม่มีการเปลี่ยนผ่านสู่โปรตีนจากพืช หวังพึ่งแต่มาตรการลดก๊าซในกิจการปศุสัตว์เท่านั้น ไม่เพียงพอในการทำให้บริษัทบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศได้

“ครัวของโลก” ต้องเป็นครัวที่ยั่งยืน

อย่างที่ทราบกันดีว่า CP Foods เป็นที่รู้จักในฐานะ “ครัวของโลก” ด้วยการดำเนินธุรกิจครบวงจรตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การผลิตเนื้อสัตว์ และนมวัว มีฐานการผลิตในหลายภูมิภาคทั่วโลก รายงานฉบับนี้ชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่โปรตีนจากพืชจะช่วยตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านความยั่งยืน และสนับสนุนเป้าหมายของบริษัทในการก้าวสู่การเป็นบริษัทอาหารที่ยั่งยืนที่สุดในประเทศไทยและในภูมิภาค

“เราขอชื่นชม CP Foods ในฐานะบริษัทผู้ผลิตเนื้อสัตว์รายเดียวในประเทศไทยที่ตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามกรอบ SBTi อย่างจริงจัง งานวิจัยนี้สะท้อนว่า การปรับสัดส่วนการผลิตโปรตีนให้มีโปรตีนจากพืชเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลัก จะช่วยให้บริษัทบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ และทำให้ระบบการผลิตมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

“ดังนั้น ในฐานะผู้ผลิตอาหารรายสำคัญระดับโลก CP Foods มีโอกาสใช้ความเป็นผู้นำที่สั่งสมมา เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านระบบอาหารให้ยั่งยืนยิ่งขึ้นได้” วิชญะภัทร์กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจสามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่: https://profundo.nl/projects/charoen-pokphand-foodsplant-based-protein-opportunity/

 


You might be intertested in this news.

Mostview

รีวิว ซีรีส์จีน “ล่าหยก” รบ รัก ฟิน “จางหลิงเฮ่อ” หล่อทุกองศา

เชื่อว่าหลายคน เวลานี้กำลังติดกันแบบงอมแงม สำหรับ ซีรีส์จีนเรื่อง “ล่าหยก” กับเรื่องราวการพิสูจน์รักแท้ท่ามกลางสมรภูมิอันดุเดือด นำแสดงโดยสองซูเปอร์สตาร์แห่งเอเชีย....

Google Maps 2026 อัปเดตใหญ่ฉลาดขึ้น ผสานพลัง GEMINI ให้ AI ช่วยวางแผนเดินทาง

ใครที่ใช้ Google Map บ่อยมีข่าวดี ล่าสุด Google เพิ่งอัปเกรดครั้งที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี โดยการนำ Gemini AI เข้ามาฝังไว้ในแอปแบบเต็มตัว รอบนี้ไม่ใช่แค่บอกทางแม่นขึ้น แต่ยัง "คุยรู้เรื่อง" และ "เห็นภาพสมจริง" กว่าเดิม มีอะไรเปลี่ยนไปบ้างเราสรุปมาให้แล้ว

ซีรีย์แนวตั้ง Shock Me Girls รักช็อตใจ ยัยช็อตฟีล ชงเข้มๆ ชิปเปอร์ฟินทุกตอน

ผ่านมาหลาย EP. เรียกได้ว่าชงเข้มๆ ทุกตอนกับซีรีย์แซฟฟิคแนวตั้ง Shock Me Girls รักช็อตใจ ยัยช็อตฟีล ที่มีน้องๆ BNK48 และ CGM48 มาร่วมแสดงมากมาย แต่สำหรับผมที่ชิปคู่ "ไม้พิณ" น้องแพรว และโมเน่ต์ บอกเลยว่า ยิ่งดูยิ่งอิน และฟินแน่นอน

NTT DOCOMO จับมือ ทรูวิชั่นส์ เสิร์ฟคอนเทนต์ญี่ปุ่น ลงแอปฯ True Visions Now

NTT DOCOMO จับมือ TrueVisions ส่งคอนเทนต์พรีเมียมจาก Lemino Japanese Collection ดูผ่านแอปฯ TrueVisions NOW ให้ดูฟรีเริ่ม 25 มี.ค.69 เฟสแรก ซีรีส์ญี่ปุ่น 125 เรื่อง ดูเต็มอิ่มรวม 1,500 ตอน พร้อมทั้งรายการวาไรตี้ ท่องเที่ยวและอาหาร และรายการญี่ปุ่น Top 10

20 มี.ค.69 เป็น "วันวสันตวิษุวัต" สัญญาณชี้ว่าซีกโลกเหนือเข้าฤดูใบไม้ผลิ

NARIT เผยในวันที่ 20 มี.ค.2569 จะเป็นวัน วันวสันตวิษุวัต ที่ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืน 12 ชั่วโมงเท่ากัน และวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ และประเทศทางซีกโลกใต้ย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง

TrustNEws Line