YF-23 Black Widow II ตำนานเครื่องบินขับไล่สเตลธ์ สเปกดี ที่ไม่ถูกเลือก
by Trust News, 30 มีนาคม 2569
ภาพ YF-23 จากการสร้างโดย AI
บินเร็วกว่า ซ่อนตัวเก่งกว่า เรดาร์ตามจับยาก และล้ำสมัยกว่าใครในยุคนั้น แม้ YF-23 Black Widow II จะไม่ได้เข้าประจำการในกองทัพอากาศสหรัฐฯ แต่ในสายตาแฟนการบินทั่วโลก นี่คือ ต้นแบบเครื่องบินขับไล่สเตลธ์ Gen 5 ที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา
ในโลกของวิศวกรรมการบิน มีเครื่องบินลำหนึ่งที่ถูกขนานนามว่าเป็น "เครื่องบินขับไล่ที่ดีที่สุดที่กองทัพสหรัฐฯ ไม่เคยเลือก" นั่นคือ Northrop/McDonnell Douglas YF-23 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Black Widow II เครื่องจักรสังหารรูปทรงประหลาดล้ำที่เกือบจะได้เป็นจ้าวเวหาในยุคศตวรรษที่ 21
จุดเริ่มต้น: โครงการ ATF (Advanced Tactical Fighter)
ในช่วงทศวรรษ 1980 ท่ามกลางบรรยากาศสงครามเย็น กองทัพอากาศสหรัฐฯ เริ่มตระหนักว่าเครื่องบินเรือธงอย่าง F-15 Eagle อาจเริ่มเสียเปรียบเมื่อเผชิญหน้ากับเทคโนโลยีใหม่ของโซเวียตอย่าง Su-27 และ MiG-29
กองทัพอากาสสหรัฐฯ จึงประกาศ โครงการ ATF เพื่อสร้างเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 (5th Genneration) โดยกำหนดคุณสมบัติ "4S" ที่เป็นไปไม่ได้ในยุคนั้นให้เป็นจริง ได้แก่
Stealth: การล่องหนจากการตรวจจับของเรดาร์
Supercruise: การบินด้วยความเร็วเหนือเสียงโดยไม่ต้องใช้สันดาปท้าย (Afterburner)
Short Take-off: การใช้รันเวย์สั้น
Superior Avionics: ระบบตรวจจับและอาวุธที่เหนือชั้น
การออกแบบ ฉีกทุกกฎเกณฑ์การบิน
ในขณะที่คู่แข่งในโครงการอย่าง Lockheed (YF-22) เลือกรูปลักษณ์การออกแบบที่ดูคุ้นตาและเน้นความคล่องตัวสูง แต่ทีม Northrop กลับเลือกเดินไปในเส้นทางที่สุดโต่งกว่า เพราะเครื่องบิน YF-23 มีลำตัวที่ยาวและแบนราบ ปีกทรงเพชร (Diamond-shaped wing) ที่ช่วยลดการสะท้อนเรดาร์ได้อย่างมหาศาล แทนที่จะมีแพนหางดิ่งและหางระดับแยกกัน YF-23 ใช้หางคู่ขนาดใหญ่ทำมุมเอียง หรือ หางคู่รูปตัว V (V-tail) ซึ่งช่วยทั้งเรื่องการควบคุมและการพรางตัว
นอกจากนี้ YF-23 เพื่อไม่ให้ถูกตรวจจับด้วยระบบค้นหาอินฟราเรดได้ง่าย จึงมีการออกแบบการลดสัญญาณความร้อน (Infrared Signature) โดยท่อไอเสียของมันถูกซ่อนไว้ที่ส่วนบนของลำตัวและปูด้วยกระเบื้องทนความร้อน ทำให้เซนเซอร์ตรวจจับความร้อนจากด้านล่างแทบจะหาไม่เจอ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มโอกาสการเอาตัวรอดในการรบ
การประลองยุทธ์ ระหว่างความเร็ว vs ความคล่องตัว
ในการทดสอบการบินปี 1990 YF-23 ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ต้นแบบ Pratt & Whitney YF119-PW-100N บนเครื่องทดลอง PAV-1 "Spider" และ General Electric YF120-GE-100N ติดตั้งบนเครื่องต้นแบบ PAV-2 Grey Ghost แสดงให้เห็นว่ามัน คือ "จ้าวแห่งความเร็วและการพรางตัว" อย่างแท้จริง มันทำความเร็ว Supercruise ได้ถึง Mach 1.6 (เร็วกว่า YF-22) และพิสัยการบินไกลกว่า ที่สำคัญมีการพรางตัว หรือ คุณสมบัตbลดการตรวจจับด้วยเรดาร์ (Stealth) ที่ดีกว่าในเกือบทุกมุมมอง
อย่างไรก็ตาม YF-22 ของ Lockheed ได้เปรียบในเรื่อง ความคล่องตัว (Agility) เนื่องจากมีระบบปรับทิศทางแรงดันพ่น (Thrust Vectoring) ซึ่ง เวลานั้นกองทัพอากาศสหรัฐฯื ในขณะนั้นมองว่า "จำเป็น" สำหรับการสู้รบระยะประชิด (Dogfight)
พรางตัวดุจเสือซ่อนเล็บ มังกรซ่อนลาย
แม้ว่า YF-23 ลำต้นแบบ (PAV-1 และ PAV-2) จะถูกสร้างขึ้นเพื่อทดสอบสมรรถนะการบินและการล่องหนเป็นหลัก โดยไม่ได้ติดตั้งระบบอาวุธที่ใช้งานได้จริง (Live Weapons) แต่ตามการออกแบบสำหรับสายการผลิตจริง (F-23) สเปกการบรรทุกอาวุธถูกวางไว้ให้รับมือกับภารกิจครองอากาศระดับสูง ดังนี้ครับ จึงมีการออกแบบให้ YF-23 มีช่องเก็บอาวุธปล่อยอากาศ-สู่-อากาศ ภายในลำตัว (Internal Weapons Bay) ซึ่งอยู่บริเวณใต้ท้องเครื่องระหว่างท่อรับอากาศ เพื่อให้คงคุณสมบัติการล่องหน (Stealth)
ช่องเก็บอาวุธหลัก (Main Weapons Bay)
ออกแบบมาให้มีลักษณะยาวและลึกเพียงพอสำหรับบรรทุกจรวดอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง AIM-120 AMRAAM สามารถบรรทุกได้สูงสุด 4 นัด (วางเรียงในลักษณะ Tandem หรือหน้าหลัง 2 คู่) ส่วน ช่องเก็บอาวุธพิสัยใกล้ (Side/Small Bays) สามารถติด AIM-9 Sidewinder ได้ 2 นัด (ข้างละ 1 นัด) รวมทั้งปืนใหญ่อากาศในลำตัว (Internal Cannon) แบบ M61 Vulcan ขนาด 20 มม.พร้อมกระสุนประมาณ 480-500 นัด ติดตั้งอยู่ทางด้านขวาของลำตัวส่วนบน (ใกล้กับห้องนักบิน)
****ข้อจำกัด***
ห้องเก็บอาวุธของ YF-23 ถูกออกแบบมาให้ค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับ F-22 Raptor (ซึ่งบรรทุก AMRAAM ได้ 6 นัด) เนื่องจากตัวเครื่องเน้นความเพรียวลมและยาวเพื่อทำความเร็ว Supercruise ที่สูงมาก
ผลการทดสอบการใช้อาวุธ (Weapon Systems Testing)
ในระหว่างการทดสอบโครงการ ATF (Advanced Tactical Fighter) นั้น ผลการทดสอบในด้านอาวุธมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
การทดสอบการแยกตัวของอาวุธ (Weapon Separation)
ในขณะที่ YF-22 มีการทดสอบยิงจรวดจริง (Live Fire) ทั้ง AMRAAM และ Sidewinder เพื่อโชว์ความพร้อม แต่ YF-23 ไม่เคยมีการยิงจรวดจริง ในระหว่างการทดสอบของกองทัพอากาศ ฝั่ง Northrop ใช้การจำลองด้วยคอมพิวเตอร์และการทดสอบในอุโมงค์ลมเพื่อยืนยันว่า หากมีการปล่อยจรวดที่ความเร็วเหนือเสียง อาวุธจะสลัดตัวออกจากเครื่องได้อย่างปลอดภัยโดยไม่กระทบต่อตัวเครื่องหรือสูญเสียการควบคุม
โดยกลไกการปล่อยอาวุธของ YF-23 ออกแบบให้ใช้ระบบ Tractor Launchers (แขนกลยึดและผลักออก) ซึ่งทำงานได้รวดเร็ว แต่เนื่องจากพื้นที่หน้าตัดของเครื่องที่บางกว่าคู่แข่ง ทำให้การจัดวางกลไกการปล่อยอาวุธทำได้ยากกว่าในเชิงวิศวกรรม
จุดสิ้นสุดและมรดกที่เหลืออยู่
วันที่ 23 เมษายน 1991 กองทัพอากาศสหรัฐฯ ประกาศให้ YF-22 เป็นผู้ชนะ (และกลายเป็น F-22 Raptor ในเวลาต่อมา)
ทำไม YF-23 ถึงแพ้?
ความเสี่ยงด้านการผลิต: Northrop มีประวัติบริหารจัดการงบประมาณบานปลายจากโครงการ B-2 Stealth Bomber
ความเชื่อมั่น: กองทัพมองว่า YF-22 มีความสมดุลมากกว่า และระบบ Thrust Vectoring ดู "จับต้องได้" กว่าในการรบจริง
ความมั่นใจในระบบอาวุธ: นี่เป็นจุดด้อยหนึ่งที่ทำให้ YF-23 แพ้คะแนน YF-22 ในสายตากองทัพอากาศ ในขณะที่ Northrop มัวแต่โชว์ความเร็วและคุณลักษณะการล่องหนที่เหนือชั้น แต่ฝั่ง Lockheed กลับโชว์การยิงจรวดจริงๆ ให้คณะกรรมการเห็น
การนำเสนอ: Lockheed นำเสนอต้นแบบที่ดูพร้อมผลิตจริงมากกว่า ในขณะที่ บริษัท Northrop มุ่งเน้นไปที่การทดสอบขีดจำกัดทางเทคโนโลยี สุดท้าย ซึ่งในสถานการณ์นั้น กองทัพยังไงก็ต้องการเครื่องบินที่ "พร้อมรบ" มากกว่าเครื่องบินที่ "ล้ำสมัยที่สุดแต่ยังต้องพัฒนาต่ออีกเยอะ
แม้ YF-23 จะไม่ได้เข้าสู่สายการผลิต แต่พิกัดความแรงและเทคโนโลยีล่องหนของมันยังคงเป็นตำนาน เครื่องต้นแบบทั้ง 2 ลำ ปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นประจักษ์พยานถึงยุคสมัยที่วิศวกรกล้าที่จะ "ฉีกตำรา" เพื่อสร้างสิ่งที่เหนือชั้นที่สุดเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้.
You might be intertested in this news.
Mostview
อู๋เหล่ย น้องชายแห่งชาติ ที่มีสารตั้งต้นจากความอบอุ่น (ชมคลิป)
อู๋เหล่ย น้องชายแห่งชาติ ที่มีสารตั้งต้นจากความอบอุ่น (ชมคลิป)
รีวิวหนัง ‘โมจิน โคตรคนล่าสุสาน’ ไม่อินเลยทำความสนุกจืดจาง
รู้สึกว่า “คุ้นๆ” เพราะเหมือนจะเคยดูมาแล้ว (บางภาค) สำหรับหนัง "โมจิน โคตรคนล่าสุสาน" (The Legend Hunters) หนังใหม่ที่กำลังเข้าโรงในตอนนี้...
ตร.ไซเบอร์ เร่งตรวจสอบ คู่ไลฟ์สดอนาจาร เตือนไลก์-แชร์มีความผิด
ตํารวจไซเบอร์เร่งล่าตัว คู่ไลฟ์สดอนาจารว่อนเฟซบุ๊ก ลั่นเอาผิดถึงที่สุด เตือนคนกดไลก์-แชร์ก็ผิดกฎหมาย มีความผิดเท่าคนโพสต์ จําคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 หรือทั้งจําทั้งปรับ...
รีวิว Until We Meet Again อาชีพผู้เตรียมการก้าวผ่านความเศร้า
แด่การจากลา... จนกว่าจะพบกันใหม่" (Until We Meet Again) ตัวหนังเริ่มต้นด้วยเรื่องราวของหญิงสาวที่สามารถสื่อสารกับดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับ กับการที่เธอได้เข้ามาวงการอาชีพผู้เตรียมการก้าวผ่านความเศร้า
บางจากผลิต SAF เชิงพาณิชย์ครั้งแรกในไทย หนุนการบินคาร์บอนต่ำ-พร้อมส่งออก
กลุ่มบริษัทบางจาก ประกาศผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF เชิงพาณิชย์ครั้งแรกในประเทศไทย ก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการบินคาร์บอนต่ำ เพื่ออนาคตตามเป้าหมาย Net Zero รองรับการส่งออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง