วันศุกร์, เมษายน 17, 2569

F-102 Delta Dagger ไอพ่นพิทักษ์น่านฟ้า กับเสี้ยวหนึ่งยุคสงครามเย็นที่ดอนเมือง

by Trust News, 18 เมษายน 2569

รู้หรือไม่? ครั้งหนึ่ง "ฐานบินดอนเมือง" เคยมีเขี้ยวเล็บที่ทันสมัยที่สุดของสหรัฐฯ มาวางกำลังสกัดกั้นภัยคอมมิวนิสต์ เปิดตำนาน F-102 Delta Dagger เคยมาอยู่เมืองไทยเป็นเสี้ยวหนึ่งของยุคสงครามเย็น และร่วมสงครามเวียดนาม เป็นประวัติศาสตร์เล็กๆ ที่เกิดขึ้น

ในบรรดาเครื่องบินรบที่เคยมาวางกำลังในประเทศไทยช่วงสงครามเย็น F-102 Delta Dagger หรือที่นักบินขนานนามว่า "The Deuce" ถือเป็นเครื่องบินที่มีรูปทรงโดดเด่นที่สุดลำหนึ่ง ด้วยปีกสามเหลี่ยม (Delta Wing) ขนาดใหญ่และลำตัวที่คอดกิ่วแบบ "ขวดโค้ก" มันคือสัญลักษณ์ของเทคโนโลยีสกัดกั้นระดับสูงสุดที่สหรัฐฯ ส่งมาเพื่อคุ้มครองน่านฟ้าไทยในวันที่ลมมรสุมแห่งคอมมิวนิสต์เริ่มพัดปกคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Operation Bell Tone เข้าถ้ำพยัคฆ์พิทักษ์น่านฟ้ากรุงเทพฯ

ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษที่ 60 (พ.ศ. 2504-2505) สถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว และเวียดนามเริ่มวิกฤติ รัฐบาลสหรัฐฯ จึงตัดสินใจยกระดับความช่วยเหลือทางทหารแก่ประเทศไทยเพื่อป้องปรามการรุกรานทางอากาศ ภายใต้รหัสปฏิบัติการ "Operation Bell Tone" ย้อนเวลากลับไปสู่ทศวรรษที่ 60 ในวันที่สนามบินดอนเมืองไม่ได้มีแค่เครื่องบินพาณิชย์ แต่คือฐานที่มั่นสำคัญของฝูงบินสกัดกั้นความเร็วเหนือเสียงที่ กองทัพอากาศสหรัฐฯ วางกำลังไว้เพื่อป้องกันชาติพันธมิตรในภูมิภาคอินโดจีน

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2505 กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้เคลื่อนย้ายฝูงบินขับไล่สกัดกั้นที่ 509 (509th FIS) จากฐานทัพอากาศคลาร์กในฟิลิปปินส์ มุ่งหน้าสู่ ฐานทัพอากาศดอนเมือง เพื่อรับช่วงต่อจากเครื่องบิน F-100 Super Sabre การมาถึงของ F-102 ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการสับเปลี่ยนกำลัง แต่มันคือการนำ "ระบบอาวุธนำวิถี" ที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นมาวางกำลังในเมืองไทย ที่ฐานทัพอากาศดอนเมือง อยู่ร่วมกับฝูงบินป้องกันพระนคร ที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคความเร็วเหนือเสียง จากเครื่องบินขับไล่ไอพ่น เอฟ-86 เอฟ เซเบอร์เจ็ต มาเป็น เอฟ-5 เอ/บี ฟรีดอมไฟท์เตอร์ ที่ทันสมัยที่สุด (ตอนนั้น) ฝูงบินที่ 13 กองบินน้อย 1 (ก่อนเปลี่ยนเป็นกองบิน 1 แล้วย้ายไปโคราชในภายหลัง) ปัจจุบันที่ตั้งเดิม คือ ฝั่งตะวันตกของสนามบินดอนเมือง 

ภารกิจ Alert 5: 5 นาทีเพื่อความปลอดภัยของน่านฟ้า

ที่ดอนเมือง F-102 ต้องรับบทบาทหลักในภารกิจ Alert 5 ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด นักบินและช่างเครื่องต้องเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง โดยเครื่องบินจะต้องวิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ภายใน 5 นาที หลังจากสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น เพื่อสกัดกั้นอากาศยานนิรนามที่อาจล่วงล้ำเข้ามาทางทิศตะวันออก

ในช่วงปลายของการประจำการ F-102 ยังได้ขยายขอบเขตการวางกำลังไปยัง ฐานทัพอากาศอุดรธานี เพื่อขยับเข้าใกล้พื้นที่ขัดแย้งมากขึ้น ทำหน้าที่คุ้มกันเครื่องบินสอดแนมและตรวจการณ์ที่ปฏิบัติภารกิจใกล้ชายแดน

เขี้ยวเล็บพกในอย่างเสือซ่อนเล็บ และภารกิจที่คาดไม่ถึง

จุดเด่นของ F-102 ที่ประจำการในไทย คือ เป็นเครื่องบินที่มีการเก็บอาวุธไว้ใน "ช่องเก็บอาวุธใต้ลำตัว" (Internal Weapons Bay) เพื่อลดแรงต้านอากาศ เมื่อปฏิบัติการ อุปกรณ์ยึดปล่อยจะพ่นขีปนาวุธ AIM-4 Falcon ออกมานอกลำตัวก่อนยิง โดยอาวุธหมัดหนักใช้น็อกฝูงบินทิ้งระเบิด คือ ขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์ AIR-2 Genie นอกจากนี้ยังพกจรวดไม่นำวิถี 2.75 นิ้ว ไมตีเมาส์ ในท่อยิงที่อยู่ในบานประตูห้องเก็บอาวุธได้ด้วย ทั้งนี้ หลักนิยมของเครื่องบินขับไล่ยุคปลายทศวรรษที่ 50 ออกแบบเครื่องบินขจับไล่ที่เน้นการใช้มิสไซล์นำวิถี จึงไม่มีการติดปืนกลบนเครื่องบิน 

แม้จะถูกออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ แต่ในสมรภูมิแถบอินโดจีนและเวียดนามนี้ F-102 กลับได้รับภารกิจที่แปลกไป เช่น การบินคุ้มกันฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 สตราโตฟอเทรส ที่บินเข้าทิ้งระเบิดในเขตเวียดนามเหนือ 

เนื่องจากไม่ค่อยมีเครื่องบินข้าศึกบุกเข้ามา นักบิน F-102 จึงถูกสั่งให้ทำภารกิจ "Direct Air Support" หรือโจมตีภาคพื้นดินในตอนกลางคืน โดยการใช้ระบบตรวจจับความร้อน และ มิสไซล์นำวิถีด้วยความร้อน AIM-4 Falcon ในการโจมตีภาคพื้นดินตอนกลางคืน  ตรวจจับความร้อนจากเครื่องยนต์ของรถลำเลียงพลของศัตรูบนเส้นทางโฮจิมินห์ หรือแสงไฟจากค่ายทหารเวียดกง ซึ่งเป็นวีรกรรมที่แปลกประการมากสำหรับเครื่องบินสกัดกั้นความเร็วสูง

วีรกรรมในสมรภูมิรบสุดท้ายของปีกเดลต้า

เนื่องจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ ตัดสินใจการถอนกำลังฝูงบิน F-102 ออกจากภูมิภาคนี้ในปี พ.ศ. 2512 เพื่อนำเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ มาประจำการแทน ปิดตำนานเครื่องบินปีกเดลต้าที่เคยทำหน้าที่เป็น "ยามเฝ้าฟ้า" ให้กับกรุงเทพฯ และประเทศไทย แต่มรดกของ Operation Bell Tone ยังคงเป็นประจักษ์พยานถึงความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นและการเริ่มต้นยุคสมัยแห่งไอพ่นความเร็วสูงเหนือแผ่นดินไทยอย่างแท้จริง

ตลอดช่วงเวลาที่ปฏิบัติการจากฐานบินในไทยและเวียดนาม F-102 มีสถิติที่น่าสนใจดังนี้ 

ในด้านการรบทางอากาศ ไม่เคยมีบันทึกการยิงเครื่องบิน MiG เวียดนามเหนือตก แม้จะมีการเผชิญหน้ากันหลายครั้ง เนื่องจากอาวุธและตัวเครื่องบินเอฟ-102 ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการดวลระยะประชิด (Dogfight)

การสูญเสียเอฟ-102 ในการรบกับมิก-21

ทอ.สหรัฐฯ สูญเสียเครื่องบิน F-102 รวมทั้งหมด 15 ลำ ในสมรภูมิเวียดนามนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากปืนต่อสู้อากาศยาน (AAA) อุบัติเหตุทางการบิน และการถูกทำลายบนพื้นดินจากความพยายามในการโจมตีฐานบินของกองกำลังเวียดกงในการโจมตีฐานทัพอากาศในเวียดนามใต้

มีเพียง 1 ลำ เท่านั้นที่ถูกยืนยันว่าสูญเสียจากการรบทางอากาศ ในปี พ.ศ. 2511 เครื่องบิน เอฟ-102 ที่มีนักบิน คือ รท. วอลเลซ วิกกินส์ (Lt. Wallace Wiggins) กำลังปฏิบัติหน้าที่บินคุ้มกันฝูงบินบี-52 ต่อมา เอฟ-102 จอง รท.วิกกินส์ ถูกเครื่อง MiG-21 ของเวียดนามเหนือยิงด้วยขีปนาวุธนำวิถีด้วความร้อน แต่ขีปนาวุธไม่ระเบิดทันที แต่ปักคาท่อท้ายของเอฟ-102 และนักบินพยายามบินกลับมายังฐานทัพในไทย แต่สุดท้าย เมื่อต้องหักเลี้ยวรุนแรงเพื่อหลบหลีกมิก เครื่องบินที่อยู่ในภาพแทบพิการก็สูญเสียการควบคุมตกกระแทกพื้นระเบิด ทำให้ รท.วอลเลซ วิกกินส์ เสียชีวิตในหน้าที่ 

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และถูกถอนกำลังออกจากประเทศไทยในช่วงปลายปี พ.ศ. 2512 เส้นทางของเจ้า "เดลต้าแดกเกอร์" ก็ก้าวเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการรับใช้ชาติบนแผ่นดินมาตุภูมิ ดังนี้ 

การโอนย้ายสู่กองกำลังพิทักษ์ชาติ (Air National Guard)

เครื่องบิน F-102 ส่วนใหญ่ที่ถอนกำลังออกมาจากแนวหน้า ไม่ได้ถูกปลดประจำการในทันที แต่ถูกส่งไปประจำการต่อในหน่วย กองกำลังพิทักษ์ชาติ (Air National Guard - ANG) ทั่วสหรัฐฯ เพื่อทำหน้าที่ป้องกันน่านฟ้าในแผ่นดินแม่ (Homeland Defense) ต่อไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากในขณะนั้นกองทัพอากาศหลัก (Active Duty) เริ่มเปลี่ยนไปใช้เครื่องบินที่ทันสมัยกว่าอย่าง F-106A Delta Dart และ F-4E Phantom II

ภารกิจสุดท้ายในฐานะเป้าบิน (QM-102)

ในช่วงทศวรรษที่ 70 เมื่อเทคโนโลยีของเครื่องบินรุ่นใหม่ก้าวกระโดดไปไกล F-102 ที่เหลือจึงถูกนำมาดัดแปลงเป็น เครื่องบินไร้คนขับ (Drone) ภายใต้รหัส QM-102 เพื่อใช้เป็นเป้าบินที่มีความเร็วเหนือเสียง สำหรับฝึกซ้อมให้นักบินยุคหลังได้ฝึกยิงขีปนาวุธที่ทันสมัยอย่าง AIM-7 Sparrow และ AIM-9 Sidewinder ซึ่งถือเป็นการเสียสละหยาดเหงื่อสุดท้าย เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพอากาศสหรัฐฯ

การปลดประจำการอย่างเป็นทางการช่วยปลายทศวรรษที่ 70

หลังจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) ปลดประจำการ F-102 ออกจากหน่วยรบหลักในช่วงต้นทศวรรษที่ 70 ทางกองกำลังพิทักษ์ชาติ (ANG)ก็รับมาทำหน้าที่ต่อจนถึงปี พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) ซึ่งเป็นปีที่ F-102 ลำสุดท้ายถูกปลดออกจากการประจำการในสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม F-102 ยังคงมีการใช้งานต่อในกองทัพต่างชาติ เช่น กองทัพอากาศตุรกีและกรีซ ซึ่งใช้งานต่อไปจนถึงช่วงปี พ.ศ. 2522 ก่อนจะปิดตำนานเครื่องบินสกัดกั้นปีกเดลต้าลำนี้ไปอย่างถาวร ทิ้งไว้เพียงความทรงจำในฐานะ "ผู้พิทักษ์น่านฟ้าดอนเมือง" ที่เคยมาวาดลวดลายเหนือท้องฟ้าเมืองไทยในยุคที่สงครามเย็นกำลังระอุถึงขีดสุด.


You might be intertested in this news.

Mostview

สลด! อดีต ปธ.บริษัทโลจิสติก ยิงลาโลกพร้อมภรรยา ทิ้งจดหมายสั่งเสีย

เหตุสลด อดีตประธาน บริษัทโลจิสติก ชื่อดัง ลั่นไกยิงภรรยา ก่อนยิงตัวเองเสียชีวิตทั้งคู่ คาบ้านพักหรูย่านบางชัน พบจดหมายสั่งเสียวางไว้บนโต๊ะ...

รีวิวหนัง Lee Cronin’s The Mummy เล่นกับความน่าเกลียด น่ากลัว ได้ดี

หากเป็นหนังสยองขวัญ เกี่ยวโยงกับประเทศ “อียิปต์” ส่วนมาก หนีไม่พ้นเรื่องราวเกี่ยวกับ “มัมมี่”....

ปู ไปรยา โพสต์ภาพ IG แซ่บ เล่นน้ำสงกรานต์ที่ไหนดี?

เรียกว่า โพสต์แซ่บ รับวันสงกรานต์ สำหรับ นางเอกสาวโกอินเตอร์ "ปู ไปรยา ลุนด์เบิร์ก" ที่ล่าสุด ทำ IG ทะลุจุดเดือดยิ่งกว่าเดือนเมษายน

เปิดลิสต์ 6 ผลงาน ‘ตี๋ลี่เร่อปา’ เจ้าหญิงแห่งแดนมังกร

เป็นอีกหนึ่งนักแสดงคุณภาพ และผลงานระดับแม่เหล็ก ไม่ว่าจะปรากฏในบทบาทไหนก็เรียกกระแสแฟนได้ยาวนานต่อเนื่อง สมฉายา “เจ้าหญิงแห่งแดนมังกร” อย่าง “ตี๋ลี่เร่อปา”...

รวบ "บอสใหญ่เยอรมัน" เปิดคอนโดหรูทองหล่อ รับจ้างถล่มเซิร์ฟเวอร์ระดับโลก

รวบ "บอสใหญ่" ไซเบอร์เยอรมัน คาคอนโดหรูทองหล่อ เปิดแพลตฟอร์มรับจ้างถล่มเซิร์ฟเวอร์ระดับโลก ...

TrustNEws Line