F-102 Delta Dagger ไอพ่นพิทักษ์น่านฟ้า กับเสี้ยวหนึ่งยุคสงครามเย็นที่ดอนเมือง
by Trust News, 18 เมษายน 2569
รู้หรือไม่? ครั้งหนึ่ง "ฐานบินดอนเมือง" เคยมีเขี้ยวเล็บที่ทันสมัยที่สุดของสหรัฐฯ มาวางกำลังสกัดกั้นภัยคอมมิวนิสต์ เปิดตำนาน F-102 Delta Dagger เคยมาอยู่เมืองไทยเป็นเสี้ยวหนึ่งของยุคสงครามเย็น และร่วมสงครามเวียดนาม เป็นประวัติศาสตร์เล็กๆ ที่เกิดขึ้น
ในบรรดาเครื่องบินรบที่เคยมาวางกำลังในประเทศไทยช่วงสงครามเย็น F-102 Delta Dagger หรือที่นักบินขนานนามว่า "The Deuce" ถือเป็นเครื่องบินที่มีรูปทรงโดดเด่นที่สุดลำหนึ่ง ด้วยปีกสามเหลี่ยม (Delta Wing) ขนาดใหญ่และลำตัวที่คอดกิ่วแบบ "ขวดโค้ก" มันคือสัญลักษณ์ของเทคโนโลยีสกัดกั้นระดับสูงสุดที่สหรัฐฯ ส่งมาเพื่อคุ้มครองน่านฟ้าไทยในวันที่ลมมรสุมแห่งคอมมิวนิสต์เริ่มพัดปกคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Operation Bell Tone เข้าถ้ำพยัคฆ์พิทักษ์น่านฟ้ากรุงเทพฯ
ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษที่ 60 (พ.ศ. 2504-2505) สถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว และเวียดนามเริ่มวิกฤติ รัฐบาลสหรัฐฯ จึงตัดสินใจยกระดับความช่วยเหลือทางทหารแก่ประเทศไทยเพื่อป้องปรามการรุกรานทางอากาศ ภายใต้รหัสปฏิบัติการ "Operation Bell Tone" ย้อนเวลากลับไปสู่ทศวรรษที่ 60 ในวันที่สนามบินดอนเมืองไม่ได้มีแค่เครื่องบินพาณิชย์ แต่คือฐานที่มั่นสำคัญของฝูงบินสกัดกั้นความเร็วเหนือเสียงที่ กองทัพอากาศสหรัฐฯ วางกำลังไว้เพื่อป้องกันชาติพันธมิตรในภูมิภาคอินโดจีน
ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2505 กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้เคลื่อนย้ายฝูงบินขับไล่สกัดกั้นที่ 509 (509th FIS) จากฐานทัพอากาศคลาร์กในฟิลิปปินส์ มุ่งหน้าสู่ ฐานทัพอากาศดอนเมือง เพื่อรับช่วงต่อจากเครื่องบิน F-100 Super Sabre การมาถึงของ F-102 ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการสับเปลี่ยนกำลัง แต่มันคือการนำ "ระบบอาวุธนำวิถี" ที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นมาวางกำลังในเมืองไทย ที่ฐานทัพอากาศดอนเมือง อยู่ร่วมกับฝูงบินป้องกันพระนคร ที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคความเร็วเหนือเสียง จากเครื่องบินขับไล่ไอพ่น เอฟ-86 เอฟ เซเบอร์เจ็ต มาเป็น เอฟ-5 เอ/บี ฟรีดอมไฟท์เตอร์ ที่ทันสมัยที่สุด (ตอนนั้น) ฝูงบินที่ 13 กองบินน้อย 1 (ก่อนเปลี่ยนเป็นกองบิน 1 แล้วย้ายไปโคราชในภายหลัง) ปัจจุบันที่ตั้งเดิม คือ ฝั่งตะวันตกของสนามบินดอนเมือง
ภารกิจ Alert 5: 5 นาทีเพื่อความปลอดภัยของน่านฟ้า
ที่ดอนเมือง F-102 ต้องรับบทบาทหลักในภารกิจ Alert 5 ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด นักบินและช่างเครื่องต้องเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง โดยเครื่องบินจะต้องวิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ภายใน 5 นาที หลังจากสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น เพื่อสกัดกั้นอากาศยานนิรนามที่อาจล่วงล้ำเข้ามาทางทิศตะวันออก
ในช่วงปลายของการประจำการ F-102 ยังได้ขยายขอบเขตการวางกำลังไปยัง ฐานทัพอากาศอุดรธานี เพื่อขยับเข้าใกล้พื้นที่ขัดแย้งมากขึ้น ทำหน้าที่คุ้มกันเครื่องบินสอดแนมและตรวจการณ์ที่ปฏิบัติภารกิจใกล้ชายแดน
เขี้ยวเล็บพกในอย่างเสือซ่อนเล็บ และภารกิจที่คาดไม่ถึง
จุดเด่นของ F-102 ที่ประจำการในไทย คือ เป็นเครื่องบินที่มีการเก็บอาวุธไว้ใน "ช่องเก็บอาวุธใต้ลำตัว" (Internal Weapons Bay) เพื่อลดแรงต้านอากาศ เมื่อปฏิบัติการ อุปกรณ์ยึดปล่อยจะพ่นขีปนาวุธ AIM-4 Falcon ออกมานอกลำตัวก่อนยิง โดยอาวุธหมัดหนักใช้น็อกฝูงบินทิ้งระเบิด คือ ขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์ AIR-2 Genie นอกจากนี้ยังพกจรวดไม่นำวิถี 2.75 นิ้ว ไมตีเมาส์ ในท่อยิงที่อยู่ในบานประตูห้องเก็บอาวุธได้ด้วย ทั้งนี้ หลักนิยมของเครื่องบินขับไล่ยุคปลายทศวรรษที่ 50 ออกแบบเครื่องบินขจับไล่ที่เน้นการใช้มิสไซล์นำวิถี จึงไม่มีการติดปืนกลบนเครื่องบิน
แม้จะถูกออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ แต่ในสมรภูมิแถบอินโดจีนและเวียดนามนี้ F-102 กลับได้รับภารกิจที่แปลกไป เช่น การบินคุ้มกันฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 สตราโตฟอเทรส ที่บินเข้าทิ้งระเบิดในเขตเวียดนามเหนือ
เนื่องจากไม่ค่อยมีเครื่องบินข้าศึกบุกเข้ามา นักบิน F-102 จึงถูกสั่งให้ทำภารกิจ "Direct Air Support" หรือโจมตีภาคพื้นดินในตอนกลางคืน โดยการใช้ระบบตรวจจับความร้อน และ มิสไซล์นำวิถีด้วยความร้อน AIM-4 Falcon ในการโจมตีภาคพื้นดินตอนกลางคืน ตรวจจับความร้อนจากเครื่องยนต์ของรถลำเลียงพลของศัตรูบนเส้นทางโฮจิมินห์ หรือแสงไฟจากค่ายทหารเวียดกง ซึ่งเป็นวีรกรรมที่แปลกประการมากสำหรับเครื่องบินสกัดกั้นความเร็วสูง
วีรกรรมในสมรภูมิรบสุดท้ายของปีกเดลต้า
เนื่องจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ ตัดสินใจการถอนกำลังฝูงบิน F-102 ออกจากภูมิภาคนี้ในปี พ.ศ. 2512 เพื่อนำเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ มาประจำการแทน ปิดตำนานเครื่องบินปีกเดลต้าที่เคยทำหน้าที่เป็น "ยามเฝ้าฟ้า" ให้กับกรุงเทพฯ และประเทศไทย แต่มรดกของ Operation Bell Tone ยังคงเป็นประจักษ์พยานถึงความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นและการเริ่มต้นยุคสมัยแห่งไอพ่นความเร็วสูงเหนือแผ่นดินไทยอย่างแท้จริง
ตลอดช่วงเวลาที่ปฏิบัติการจากฐานบินในไทยและเวียดนาม F-102 มีสถิติที่น่าสนใจดังนี้
ในด้านการรบทางอากาศ ไม่เคยมีบันทึกการยิงเครื่องบิน MiG เวียดนามเหนือตก แม้จะมีการเผชิญหน้ากันหลายครั้ง เนื่องจากอาวุธและตัวเครื่องบินเอฟ-102 ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการดวลระยะประชิด (Dogfight)
การสูญเสียเอฟ-102 ในการรบกับมิก-21
ทอ.สหรัฐฯ สูญเสียเครื่องบิน F-102 รวมทั้งหมด 15 ลำ ในสมรภูมิเวียดนามนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากปืนต่อสู้อากาศยาน (AAA) อุบัติเหตุทางการบิน และการถูกทำลายบนพื้นดินจากความพยายามในการโจมตีฐานบินของกองกำลังเวียดกงในการโจมตีฐานทัพอากาศในเวียดนามใต้
มีเพียง 1 ลำ เท่านั้นที่ถูกยืนยันว่าสูญเสียจากการรบทางอากาศ ในปี พ.ศ. 2511 เครื่องบิน เอฟ-102 ที่มีนักบิน คือ รท. วอลเลซ วิกกินส์ (Lt. Wallace Wiggins) กำลังปฏิบัติหน้าที่บินคุ้มกันฝูงบินบี-52 ต่อมา เอฟ-102 จอง รท.วิกกินส์ ถูกเครื่อง MiG-21 ของเวียดนามเหนือยิงด้วยขีปนาวุธนำวิถีด้วความร้อน แต่ขีปนาวุธไม่ระเบิดทันที แต่ปักคาท่อท้ายของเอฟ-102 และนักบินพยายามบินกลับมายังฐานทัพในไทย แต่สุดท้าย เมื่อต้องหักเลี้ยวรุนแรงเพื่อหลบหลีกมิก เครื่องบินที่อยู่ในภาพแทบพิการก็สูญเสียการควบคุมตกกระแทกพื้นระเบิด ทำให้ รท.วอลเลซ วิกกินส์ เสียชีวิตในหน้าที่
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และถูกถอนกำลังออกจากประเทศไทยในช่วงปลายปี พ.ศ. 2512 เส้นทางของเจ้า "เดลต้าแดกเกอร์" ก็ก้าวเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการรับใช้ชาติบนแผ่นดินมาตุภูมิ ดังนี้
การโอนย้ายสู่กองกำลังพิทักษ์ชาติ (Air National Guard)
เครื่องบิน F-102 ส่วนใหญ่ที่ถอนกำลังออกมาจากแนวหน้า ไม่ได้ถูกปลดประจำการในทันที แต่ถูกส่งไปประจำการต่อในหน่วย กองกำลังพิทักษ์ชาติ (Air National Guard - ANG) ทั่วสหรัฐฯ เพื่อทำหน้าที่ป้องกันน่านฟ้าในแผ่นดินแม่ (Homeland Defense) ต่อไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากในขณะนั้นกองทัพอากาศหลัก (Active Duty) เริ่มเปลี่ยนไปใช้เครื่องบินที่ทันสมัยกว่าอย่าง F-106A Delta Dart และ F-4E Phantom II
ภารกิจสุดท้ายในฐานะเป้าบิน (QM-102)
ในช่วงทศวรรษที่ 70 เมื่อเทคโนโลยีของเครื่องบินรุ่นใหม่ก้าวกระโดดไปไกล F-102 ที่เหลือจึงถูกนำมาดัดแปลงเป็น เครื่องบินไร้คนขับ (Drone) ภายใต้รหัส QM-102 เพื่อใช้เป็นเป้าบินที่มีความเร็วเหนือเสียง สำหรับฝึกซ้อมให้นักบินยุคหลังได้ฝึกยิงขีปนาวุธที่ทันสมัยอย่าง AIM-7 Sparrow และ AIM-9 Sidewinder ซึ่งถือเป็นการเสียสละหยาดเหงื่อสุดท้าย เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพอากาศสหรัฐฯ
การปลดประจำการอย่างเป็นทางการช่วยปลายทศวรรษที่ 70
หลังจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) ปลดประจำการ F-102 ออกจากหน่วยรบหลักในช่วงต้นทศวรรษที่ 70 ทางกองกำลังพิทักษ์ชาติ (ANG)ก็รับมาทำหน้าที่ต่อจนถึงปี พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) ซึ่งเป็นปีที่ F-102 ลำสุดท้ายถูกปลดออกจากการประจำการในสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม F-102 ยังคงมีการใช้งานต่อในกองทัพต่างชาติ เช่น กองทัพอากาศตุรกีและกรีซ ซึ่งใช้งานต่อไปจนถึงช่วงปี พ.ศ. 2522 ก่อนจะปิดตำนานเครื่องบินสกัดกั้นปีกเดลต้าลำนี้ไปอย่างถาวร ทิ้งไว้เพียงความทรงจำในฐานะ "ผู้พิทักษ์น่านฟ้าดอนเมือง" ที่เคยมาวาดลวดลายเหนือท้องฟ้าเมืองไทยในยุคที่สงครามเย็นกำลังระอุถึงขีดสุด.
You might be intertested in this news.
Mostview
ล้วงลึกเบื้องหลังซีรีย์ ฤดูใหม่นี้มีเพียงสองเรา (ชมคลิป)
ล้วงลึกเบื้องหลังซีรีย์ ฤดูใหม่นี้มีเพียงสองเรา (ชมคลิป)
เปิดใจ แต้ว-เคน “นาคี3” ปฐมบทขัดแย้ง ครุฑ-นาค CG เหนือจินตนาการ
กลับมาปลุกตำนาน “เจ้าแม่นาคี” อีกครั้ง สำหรับ “แต้ว–ณฐพร พรประภา” กับบทบาทครั้งสำคัญในภาพยนตร์มหากาพย์ฟอร์มยักษ์ “นาคี 3 ครุฑา นาคี”
ETDA เปิดสถิติ 8 เดือนแรก 69 ร้องเรียนออนไลน์ลด 14.06% ผู้ใหญ่เหยื่อเว็บโจร
ETDA เปิดสถิติ ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ รอบ 8 เดือน ม.ค.-ส.ค.ปี 69 ปัญหาแพลตฟอร์ม 4,034 เพิ่ม 42.95% เว็บผิดกฎหมายแซงขึ้นอันดับ 1 วัยทำงาน Gen X และ Y ตกเป็นเหยื่อสูงสุด โดย “ปัญหาซื้อขายสินค้าออนไลน์” เป็นปัญหาที่พบมากที่สุด
การบินไทย เผยเก้าอี้-ห้องโดยสารแบบใหม่ เริ่มใช้กับเครื่อง 787 ใหม่ที่จะมาปี 70
การบินไทยจัดงาน “THAI TALK” ยกระดับประสบการณ์การเดินทางแบบไร้รอยต่อ มุ่งสร้างความผูกพันกับผู้โดยสารอย่างยั่งยืน เผยโฉมห้องโดยสารแบบใหม่ของของฝูงบินโดยจะมากับเครื่องบิน 787-10 ใหม่ปี 2570 พร้อมอัปเดตตารางบินฤดูหนาวปี 69-70 ที่มีการเปิดเส้นทางบินใหม่
รีวิวหนัง Henry's First Dates อบอุ่น โรแมนติก ฮา...น้ำตาซึม
เปิดตัวอย่างอลังการ สำหรับหนัง “Henry's First Dates จีบซ้ำซ้ำ เฮนรี่จำไม่ได้” ในรอบสื่อเมื่อวันก่อน และผมก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ได้ไปดูรอบนี้ด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง