วันจันทร์, เมษายน 27, 2569

อ.เชน ชูวิสัยทัศน์ “Green Transformation” พลิกวิกฤติเศรษฐกิจสู่ Net Zero

by Trust News, 27 เมษายน 2569

อว. ยุคใหม่เปลี่ยนเกม! "อ.เชน" แจงยุทธศาสตร์ฉีกตำราวิจัยแบบเดิม เลิกทำตามถนัดต้องทำตามโจทย์ประเทศ ชู "ยืนบนไหล่ยักษ์" ต่อยอดเทคโนโลยีระดับโลก ปั้น Wellness Economy และอุตสาหกรรมอวกาศเป็นเครื่องยนต์ใหม่ ขับเคลื่อนไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2030

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Powering Thailand’s Green Economy with Science and Innovation” ในการสัมมนาหัวข้อ เปลี่ยนวิถีชีวิตพลิกเกมเศรษฐกิจด้วย Net Zero ภายในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NAC2026) โดยระบุว่า ในวันที่เศรษฐกิจไทยถูกกดดันด้วยค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง คำถามที่ถูกตั้งขึ้นเสมอคือในเมื่อเงินทองยังไม่มี เราจะเอางบประมาณที่ไหนไปทำเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ดังนั้นหากประเทศไทยไม่เริ่มต้นการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transformation) เราจะไม่สามารถเป็นเศรษฐกิจสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบได้ และเรื่องนี้คือกลไกหลักที่จะดึงงบประมาณมาแก้ปัญหาประเทศได้จริง

• สานต่อโมเดล BCG สู่เศรษฐกิจเพื่อสุขภาวะ (Wellness Economy)
ศ. ดร.ยศชนัน ประกาศจุดยืนว่า รัฐบาลจะเดินหน้าโมเดลเศรษฐกิจ BCG ต่อไปโดยไม่ทิ้งรากฐานเดิม แต่จะนำมาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อสุขภาวะ (Wellness Economy) ตั้งแต่อากาศสะอาด อาหารปลอดภัย และเครื่องมือแพทย์ การทำธุรกิจคาร์บอนต่ำต้องตรวจสอบลึกถึงห่วงโซ่มูลค่า นวัตกรรมต้องตอบโจทย์ได้ว่ากระบวนการผลิตไปจนถึงระบบโลจิสติกส์มีการเอาเปรียบแรงงานหรือสร้างความไม่เท่าเทียมให้ใครหรือไม่

รมว.อว. ระบุว่า แม้การผลิตจะได้ผลดี แต่ต้องพิจารณาว่ากระบวนการดังกล่าวมีการเอารัดเอาเปรียบผู้ใดหรือไม่ ผู้ปฏิบัติงานได้รับค่าตอบแทนที่เท่าเทียมหรือไม่ เพราะแนวคิดคาร์บอนต่ำนั้นครอบคลุมถึงคุณค่าตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่า

• ขับเคลื่อน 2 เครื่องยนต์เศรษฐกิจเพื่อปากท้อง
อว. วางทิศทางเศรษฐกิจไทยผ่าน 2 เครื่องยนต์หลัก เครื่องยนต์แรก คือ การอัปเกรดอุตสาหกรรมเดิมที่ไทยมีฐานอยู่แล้ว ทั้งภาคเกษตรผ่านการทำเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุน ส่วนเครื่องยนต์ที่สองคือการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ผ่านเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Industries) เช่น อุตสาหกรรมอวกาศ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

• Net Zero คือความมั่นคงของชาติ (National Security)
กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไป คาร์บอนกลายเป็นกำแพงภาษีผ่านนโยบายมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัวจะสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจทันที การเปลี่ยนผ่านเรื่องนี้จึงมีความสำคัญเทียบเท่ากับความมั่นคงของชาติ (National Security) การลงทุนเทคโนโลยีสีเขียวคือการป้องกันความเสี่ยง หากปล่อยให้คาร์บอนเพิ่มขึ้น ความเสียหายจะทวีคูณไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด 

รองนายกฯ และ รมว.กระทรวง อว.กล่าวต่อว่า "เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) คือ จุดเดียวที่จะหยุดยั้งการทวีคูณของความเสียหายได้ เพราะหากไม่สามารถลดผลกระทบให้เป็นศูนย์ได้ ท้ายที่สุดประเทศก็จะไม่อาจอยู่รอดได้"

• ฉีกตำราวิจัยเดิม โลกวิกฤติไม่มีเวลาให้รอ
กระบวนการวิจัยที่เริ่มจากการศึกษา ค่อย ๆ วิจัย พัฒนานวัตกรรม แล้วนำไปหาตลาด เป็นสิ่งที่ช้าเกินไปสำหรับโลกปัจจุบัน ศ. ดร.ยศชนัน ชี้ว่า ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นเรื่องที่รอไม่ได้ การพัฒนานวัตกรรมยุคใหม่จึงต้องใช้กลยุทธ์ Backcasting คือ การตั้งเป้าหมายของประเทศในปี ค.ศ. 2030 ไว้ก่อน แล้วถอยกลับมาวางแผนเพื่อแก้ปัญหานักวิจัยที่มักเริ่มต้นทำงานจากความถนัดของตนเองเพียงอย่างเดียว โดยระบุว่า "เมื่อใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชน ก็จำเป็นต้องพิจารณาว่าประชาชนกำลังเดือดร้อนในเรื่องใดเป็นหลัก การจัดสรรงบประมาณจะต้องมุ่งเน้นเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนที่แท้จริง"


วางบทบาท อว. และพลังการทูตวิทยาศาสตร์

ศ. ดร.ยศชนัน กำหนดหมุดหมายสำคัญให้แก่บุคลากรสายวิทยาศาสตร์ โดยระบุว่า ในสภาวะที่ประเทศเผชิญวิกฤต นักวิจัยและวิศวกรต้องทำหน้าที่เป็นคลังสมอง (Think Tank) เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง พร้อมย้ำว่า “ทุกคนอาจจะรู้สึกว่าเพ้อฝัน แต่ไม่ทำไม่ได้ เพราะนี่คือสิ่งที่เราเรียนมาเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยกัน”

โดย กระทรวง อว. กำหนดบทบาทองค์กรไว้ 3 มิติ มิติแรก คือ การเป็นผู้สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem Builder) ที่กระตุ้นให้คนอยากทำงาน มิติที่สอง คือ การเป็นผู้บูรณาการระบบ (System Integrator) รวบรวมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน และ มิติสุดท้าย คือ การเป็นตัวเร่งการขยายผล (Accelerator) สนับสนุนให้นักนวัตกรออกไประดมทุนต่างประเทศหากตลาดไทยยังไม่พร้อม นอกจากนี้ยังชูนโยบายวิทยาศาสตร์แบบเปิด (Open Science) และการทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) ซึ่ง ศ. ดร.ยศชนัน ได้หารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศมาแล้ว เพื่อใช้แกะรอยจากสิทธิบัตร (Patent) และต่อยอดนวัตกรรม



ยืนบนไหล่ยักษ์ เลิกเสียท่าขายไอพีราคาถูก

ศ. ดร.ยศชนัน ยกบทเรียนจากการเสียท่าในอดีตที่เคยขายทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP ไปในราคาเพียง 5 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าจริงอาจสูงถึง 50 ล้านบาท พร้อมเน้นย้ำให้นักวิจัยกำหนดแผนทางออกให้ชัดเจน โดยยกตัวอย่างการวิจัยและพัฒนายาซึ่งมีความท้าทายและต้องใช้ทุนมหาศาลหลักพันล้านบาท ผู้วิจัยอาจไม่สามารถผลักดันจนจบกระบวนการได้ด้วยตนเอง จึงอาจจำเป็นต้องพิจารณาหยุดและขายเทคโนโลยีตั้งแต่ระยะแรกเพื่อบริหารความเสี่ยง ทั้งนี้วิธีที่ต้องเปลี่ยน คือ การทำตีพิมพ์แบบพุ่งเป้า เล็งวารสารระดับโลก เพื่อให้กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่เป็นฝ่ายวิ่งเข้าหา เลิกรอให้คนมาอ้างอิงบทความวิจัยเพียงอย่างเดียว และต้องระวังนายทุนที่เข้ามากว้านซื้อเทคโนโลยีไปดองทิ้งไว้เพื่อตัดคู่แข่ง

โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เตรียมผลักดัน สวทช. ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานร่วม (Shared Infrastructure) ของทุกคน เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักวิจัยสามารถเข้ามาทำงานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) วิทยาศาสตร์พื้นฐาน (Basic Science) และสร้างนวัตกรรมที่เกิดประโยชน์จริง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงของนักวิจัยให้ได้มากที่สุด ในส่วนของงบประมาณรัฐในโครงการ ววน. จะเข้าไปสมทบทุนเฉพาะจุดที่มีความเสี่ยงสูงและเป็นวิทยาการใหม่ที่โลกยังไม่มี เพื่อให้นักนวัตกรไทยสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่จากศูนย์ แต่ใช้ ‘การยืนบนไหล่ยักษ์’ ต่อยอดความสำเร็จจากทั่วโลก

"วันนี้ถ้าท่านยืนบนไหล่ยักษ์ แล้วใช้มือของท่านเองสร้างสรรค์ผลงาน โดยเรียนรู้จากคนที่เขาลองผิดลองถูกมาแล้ว ประเทศจะไปข้างหน้าได้เร็วมาก เราเสียเวลากันไม่ได้อีกแล้ว" ศ. ดร.ยศชนัน กล่าว

กางตัวเลขเป้าหมาย 2030 พร้อมเป็นกองหน้าชนปัญหา

กระทรวง อว. กำหนดเป้าหมายผลลัพธ์ภายในปี 2030 ไว้อย่างชัดเจน 4 ด้าน ได้แก่ (1) การดันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จากเศรษฐกิจสีเขียวให้เพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ (2) เตรียมความพร้อมกำลังคน 20 ล้านคนให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลก (Future Ready) (3) ลดความเสี่ยงด้านคาร์บอนลง 30 เปอร์เซ็นต์ และ (4) สร้างนวัตกรรม 5,000 ชิ้น ที่ขายทำกำไรได้จริง รมว.อว. ให้คำมั่นต่อนักวิจัยในการทำหน้าที่รับความเสี่ยงแทนว่า

"ผมพร้อมเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หากมีแรงปะทะหรือผลกระทบใดเกิดขึ้น ผมพร้อมจะเป็นผู้รับความเสี่ยงแทน ขอให้นักวิจัยทุกท่านทำหน้าที่เป็นกองหน้าและเดินหน้าขับเคลื่อนงานได้อย่างเต็มกำลัง" อาจารย์เชน กล่าว.


You might be intertested in this news.

Mostview

รีวิวหนัง NORMAL ‘เมืองธรรมดานรกเรียกพ่อ’ โหด มันส์ บู๊เลือดสาด

แค่เห็นโปสเตอร์ ชื่อไทย “เมืองธรรมดานรกเรียกพ่อ” หรือ NORMAL และชื่อนักแสดงนำ “บ๊อบ โอเดนเคิร์ก” (จากเรื่อง NOBODY ชื่อไทย คนธรรมดานรกเรียกพี่) ก็อยากดู แม้วัยเฮียจะมากขึ้น ....

"ไทยคม 4" จะตกลงสู่โลก 31 ก.ค.นี้ ปิดตำนาน ยักษ์บรอดแบนด์ดวงแรกของโลก

เตรียมปิดตำนาน ดาวเทียมไทยคม 4 หรือ IPSTAR ที่รับใช้ชาติมานานกว่าสองทศวรรษ กำลังจะหมดอายุทางวิศวกรรมและตกจากวงโคจรในช่วงปลายเดือน ก.ค.69 นี้ ด้านกสทช. ไฟเขียวใช้ดาวให้โอนย้ายสัญญาณฝากดาวเทียมเกาหลี ขัดตาทัพก่อน รอยิง "ไทยคม 9" มั่นใจไม่กระทบผู้ใช้งาน

NIA เปิดฉาก Startup Thailand League 2026 ชิงแชมป์ระดับประเทศ

NIA เปิดฉาก Startup Thailand League 2026 เฟ้นหาสุดยอดนักรบไอเดียสตาร์ตอัปภาคกลาง-ตะวันออก ร่วมชิงแชมป์ระดับประเทศในเดือนมิถุนายนนี้ ...

ข้าวผัดอเมริกัน มรดกยุคสงครามเย็น อร่อยแบบรักษ์โลกที่ "Made in Thailand" 100%

ข้าวผัดอเมริกันที่เกิดจากความบังเอิญ คือ 'บันทึกประวัติศาสตร์ที่กินได้' เกิดขึ้นในยุค 50 ช่วงสงครามเย็นที่สนามบินดอนเมือง ก่อนจะแปรสภาพจากเมนู 'แก้ปัญหาของเหลือ' สู่สัญลักษณ์แห่งการมาเยือนของวัฒนธรรมตะวันตก และกลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ไม่เคยล้าสมัย

ม.เกษตรฯ ชูผลิต "ไบโอชาร์" บำรุงดินลดวิกฤติปุ๋ยเคมีแพง ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น

ม.เกษตรฯ โดย มูลนิธิ ม.เกษตรฯ ผนึกสมาคมพืชพรรณอาณาจักรสยาม จัดเสวนาชี้ทางออกวิกฤติปุ๋ยแพง โดยแนะหันมาผลิตไบโอชาเพื่อลดต้นทุนปุ๋ยเคมี ชูให้ผลผลิตต่อไร่สูง พืชเติบดตดี ดินร่วนซุย เมื่อผสมกับปุ๋ยคอกและมูลวัวยังช่วยลดก๊าซเรือนกระจกต้นเหตุโลกร้อน

TrustNEws Line