ทำไม..คนไทยต้องได้ดูบอลโลกฟรี แล้วใช้เงินใครจ่ายค่าลิขสิทธิ์?
by Trust News, 13 พฤษภาคม 2569
วัฒนธรรมความคลั่งไคล้ในกีฬาฟุตบอลของสังคมไทยไม่ได้อุบัติขึ้นอย่างฉาบฉวย หากแต่มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ที่ฝังตัวลึกซึ้งมานานกว่าศตวรรษ นับตั้งแต่ยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่ทรงเอาพระทัยใส่และทรงจัดตั้งทีมฟุตบอลส่วนพระองค์อย่าง "ทีมเสือป่า" จนกระทั่งนำไปสู่การก่อตั้งสมาคมฟุตบอลแห่งสยามขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2459 ความผูกพันที่ยาวนานนี้ส่งผลให้ฟุตบอลกลายเป็นมากกว่าแค่เกมกีฬา แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมป๊อปปูลาร์ของคนไทย และเมื่อกระแสความนิยมนี้เดินทางมาบรรจบกับมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในมวลมนุษยชาติอย่างฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย มันจึงแปรสภาพกลายเป็นอุปสงค์มหาศาลที่หยั่งรากลึกในจิตวิทยาของผู้บริโภคชาวไทย
เมื่อวิเคราะห์ผ่านเลนส์ทางเศรษฐศาสตร์การกีฬาและพฤติกรรมศาสตร์ คำถามที่ว่า "ทำไมคนไทยต้องได้ดูบอลโลกฟรี" สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดเรื่องมายาคติและโครงสร้างสื่อในอดีต ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ประเทศไทยใช้ระบบแพร่ภาพกระจายเสียงผ่านระบบฟรีทีวีแบบอนาล็อกซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านสัมปทานหรือโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐ รายการกีฬาระดับโลกจึงถูกส่งตรงถึงบ้านโดยไม่มีค่าใช้จ่ายทางตรง สิ่งนี้สร้างความเคยชินและเปลี่ยนสถานะของลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกในมุมมองของประชาชนจาก "สินค้าเอกชน" (Private Goods) ที่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์และต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อสิทธิ์การเข้าถึง ให้กลายเป็น "สินค้าสาธารณะ" (Public Goods) ที่ทุกคนพึงมีสิทธิ์เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและไร้เงื่อนไข
มายาคตินี้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อฝ่ายการเมืองเล็งเห็นว่ากระแสความต้องการรับชมฟุตบอลโลกเป็นเครื่องมือชั้นยอดในการสร้างคะแนนนิยมระยะสั้น นโยบาย "ส่งความสุขให้คนไทย" จึงถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในทุกรัฐบาล ส่งผลให้ภาครัฐต้องยอมแบกรับความเสี่ยงและบิดเบือนกลไกตลาดเพื่อตอบสนองความคาดหวังที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของโลกธุรกิจ
จุดเริ่มต้นและวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์การถ่ายทอดสดในประเทศไทย
หากจะสืบย้อนรอยประวัติศาสตร์หน้าแรกของการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในประเทศไทย จุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นในฟุตบอลโลกปี 1970 ที่ประเทศเม็กซิโก ในยุคที่เทคโนโลยีโทรทัศน์ของโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบขาวดำสู่ระบบภาพสี โดยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในครั้งนั้นฟรีทีวีไทยยุคบุกเบิกอย่างสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม ได้ทำการยิงสัญญาณถ่ายทอดสดเฉพาะนัดชิงชนะเลิศอันเป็นตำนานระหว่างขุนพลแซมบ้า บราซิล กับ อัซซูรี่ อิตาลี ให้แฟนบอลชาวไทยได้ตื่นตาตื่นใจกับมนต์เสน่ห์ของลูกหนังโลกเป็นครั้งแรก ทัวร์นาเมนต์นี้ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก เช่นเดียวกับเหตุการณ์ "ปาฏิหาริย์แห่งเบิร์น" (Miracle of Bern) ในปี 1954 ที่เป็นหมุดหมายของการเริ่มถ่ายทอดสดการแข่งขันระดับสากล
นับจากจุดเริ่มต้นในปี 1970 วงการโทรทัศน์ไทยได้พัฒนาเข้าสู่ยุคของ "โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย" หรือ "ทีวีพูล" (TV Pool) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2511 เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการผสานความร่วมมือระหว่างสถานีโทรทัศน์ช่องหลัก (ช่อง 3, 5, 7, 9) ในการจัดหาคอนเทนต์สำคัญและกระจายสัญญาณเพื่อประโยชน์สาธารณะ บทบาทของทีวีพูลในฐานะหัวขบวนทำให้คนไทยได้ดูฟุตบอลโลกฟรีต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยยกระดับจากการถ่ายทอดสดเฉพาะบางนัดมาสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในฟุตบอลโลกปี 1990 ที่ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการยิงสดให้ชมครบทุกแมตช์การแข่งขัน
การพัฒนาเทคนิคการออกอากาศฟรีทีวีของไทยยังดำเนินไปอย่างเข้มข้น มีการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์สปอนเซอร์ เช่น การโฆษณาคั่นพร้อมแสดงภาพเกมในสนามไว้ที่มุมจอขนาดเล็กในศึกยูเอสเอ 1994 ก่อนจะถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การถ่ายทอดสดแบบไร้โฆษณาคั่นระหว่างเกมเพื่ออรรถรสสูงสุดในฟุตบอลโลกปี 2002 ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่น
กลไกกฎหมายและปัญหา "ฟรีไรเดอร์" ที่บิดเบือนโครงสร้างธุรกิจ
เมื่อโมเดลธุรกิจทีวีเปลี่ยนผ่านจากอะนาล็อกไปสู่ยุคฟรีทีวีดิจิทัลและทีวีดาวเทียม สิทธิ์ในการครอบครองคอนเทนต์กีฬาได้กลายเป็นอาวุธสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ชนะการประมูลลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกปี 2010 และ 2014 โดยตั้งเป้าที่จะจัดเก็บรายได้ผ่านระบบปิดด้วยการบังคับให้ผู้บริโภคต้องซื้อกล่องรับสัญญาณเฉพาะ แรงกดดันและเสียงเรียกร้องจากสังคมที่คุ้นชินกับการดูฟรีส่งผลให้ กสทช. ตัดสินใจออกประกาศหลักเกณฑ์กฎเหล็กในปี พ.ศ. 2555 เพื่อควบคุมคอนเทนต์บันเทิงเชิงกีฬาขั้นพื้นฐาน ภายใต้ชื่อที่ทั่วโลกคุ้นเคยคือ กฎ "Must Have" และกฎ "Must Carry"
การอุบัติขึ้นของกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างเศรษฐศาสตร์การกีฬาในประเทศไทยอย่างรุนแรง โดยกฎ Must Have กำหนดให้ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็น 1 ใน 7 รายการกีฬาสำคัญที่ต้องออกอากาศผ่านฟรีทีวีเพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ ขณะที่กฎ Must Carry บังคับให้ผู้ให้บริการทุกโครงข่ายแพลตฟอร์มต้องนำสัญญาณฟรีทีวีไปเผยแพร่ต่อโดยห้ามจอดำ การบังคับใช้กฎหมายลักษณะนี้เป็นการเปลี่ยนสถานะสินค้าเอกชนให้เป็นสินค้าสาธารณะโดยพลการ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ก่อให้เกิดปัญหา "ผู้บริโภคที่ไม่ยอมจ่ายเงินแต่ได้ประโยชน์" หรือ ปัญหาฟรีไรเดอร์ (Free Rider) ขึ้นในระบบ
กลุ่มฟรีทีวีและช่องดิจิทัลต่าง ๆ สามารถนำคอนเทนต์ราคาแพงไปออกอากาศสร้างรายได้โฆษณาโดยไม่ต้องควักเงินลงทุนช่วยซื้อลิขสิทธิ์แม้แต่บาทเดียว ส่งผลให้ภาคเอกชนรายอื่น ๆ เข็ดขยาดและยุติความสนใจที่จะเข้าไปประมูลลิขสิทธิ์มหกรรมกีฬาสำคัญ เนื่องจากราคาแพงลิบลิ่วแต่ไม่สามารถทำกำไรหรือสร้างระบบสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวเพื่อจำหน่ายเป็นแพ็กเกจได้อีกต่อไป การบิดเบือนกลไกตลาดเช่นนี้จึงทำให้วงการสปอร์ตธุรกิจไทยติดหล่มและต้องพึ่งพิงเงินสนับสนุนจากรัฐบาลในท้ายที่สุด
บทเรียนราคาแพงและมหากาพย์ผลประโยชน์ทับซ้อนในศึกกาตาร์ 2022
ความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของกฎ Must Have เผยโฉมและระเบิดออกเป็นวิกฤตระดับชาติในฟุตบอลโลกปี 2022 ที่ประเทศกาตาร์ เมื่อไม่มีเอกชนรายใดกล้าเสี่ยงเอาชีวิตรอดในเงื่อนไขที่ไร้กำไร ภาครัฐจึงตกเป็นตัวประกันของสถานการณ์และต้องกระโดดเข้ามาเป็นผู้เล่นหลักในตลาดเสียเอง การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ภายใต้คำสั่งของฝ่ายการเมืองต้องเดินหน้าเจรจากับฟีฟ่า (FIFA) ในเวลาที่กระชั้นชิดเพียงหนึ่งเดือนก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น ข้อจำกัดด้านเวลาส่งผลให้ไทยสูญเสียอำนาจต่อรองโดยสิ้นเชิงและถูกฟีฟ่าซึ่งอยู่ในสถานะผู้ผูกขาดบีบให้ซื้อฟูลแพ็กเกจครบ 64 แมตช์ โดยราคาเปิดที่เอเยนต์ฟีฟ่าเรียกมาในครั้งแรกอยู่ที่ราว 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,440 ล้านบาท) ก่อนที่ฝ่ายไทยจะเจรจาต่อรองจนสามารถลดราคาค่าลิขสิทธิ์จริงลงมาได้ที่ประมาณ 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อรวมภาษีนำเข้าและค่าดำเนินการอื่น ๆ แล้ว มูลค่ารวมทั้งสิ้นอยู่ที่ประมาณ 1,400 ล้านบาท
เพื่อแก้ไขวิกฤตเฉพาะหน้า รัฐบาลได้ใช้โมเดลผสมผสานระหว่างเงินทุนสาธารณะกับการระดมทุนจากเอกชน โดยบอร์ด กสทช. อนุมัติเงินสนับสนุนจำนวน 600 ล้านบาท จากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ให้แก่ กกท. ส่วนเงินทุนที่เหลืออีกประมาณ 700-800 ล้านบาทนั้น กกท. ต้องจัดหาเพิ่มเติมจากกลุ่มทุนเอกชนหลายราย ซึ่งรวมถึงกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น กลุ่มไทยเบฟเวอเรจ กลุ่ม ปตท. และบริษัทใหญ่อื่น ๆ อีกหลายราย
อย่างไรก็ตาม ปมปัญหาที่กลายเป็นบาดแผลฉกรรจ์ในเชิงจริยธรรมและข้อกฎหมายเกิดขึ้นเมื่อ กกท. ไปทำสัญญาโอนสิทธิ์เอ็กซ์คลูซีฟให้กลุ่มทรูมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการแพร่ภาพสัญญาณผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง กล่อง TrueID และโครงข่าย IPTV รวมถึงได้สิทธิ์เลือกนัดถ่ายทอดสดที่ดีที่สุด การดำเนินการดังกล่าวขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของ กสทช. และกฎ Must Carry อย่างรุนแรง เกิดคำถามจากสังคมว่าเหตุใดเงินภาษีและกองทุนสาธารณะซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุดในดีลกลับถูกใช้เพื่อเอื้อประโยชน์หรือเกิดภาวะ "บรรษัทสวัสดิการ" (Corporate Welfare) ให้แก่เอกชนที่ออกเงินเพียงส่วนน้อย นอกจากนี้ พฤติกรรมการบริโภคยังถูกจำกัดอย่างไม่เป็นธรรม โดยประชาชนทั่วไปที่รับชมผ่านฟรีทีวีระนาบปกติกลับได้รับชมการถ่ายทอดสดในความละเอียดระดับ Standard Definition (SD) เท่านั้น หากต้องการความคมชัดระดับ High Definition (HD) ผู้บริโภคจะถูกบีบกลาย ๆ ให้ต้องย้ายค่ายเข้าสู่ระบบนิเวศเชิงพาณิชย์ของกลุ่มทรู ข้อพากย์ทางผลประโยชน์นี้ลุกลามจนกลายเป็นคดีความฟ้องร้อง มีการออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาให้ระงับการปล่อยสัญญาณบนกล่องทีวีของค่ายคู่แข่ง นำไปสู่ฝันร้ายเรื่องปรากฏการณ์ "จอดำ" ทั่วประเทศ และกลายมาเป็นชนวนเหตุแห่งความขัดแย้งภายในบอร์ด กสทช. จนถึงขั้นสั่งปลดรักษาการเลขาธิการและฟ้องร้องกันนุงนังมาจนถึงปัจจุบัน
ยุคผลัดใบทางกฎหมายและมิติมืดเชิงพาณิชย์ของฟุตบอลโลก 2026
จากบาดแผลและประวัติศาสตร์ที่น่าอับอายในศึกกาตาร์ 2565 บอร์ด กสทช. ตระหนักดีว่ากฎ Must Have ได้กลายเป็นระเบิดเวลาที่ทำลายเสถียรภาพของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย ในที่สุดเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2567 ที่ประชุมบอร์ด กสทช. มีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ให้ทำการถอน "ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย" ออกจากประกาศกฎ Must Have อย่างถาวร โดยเหลือรายการมหกรรมกีฬาสำคัญไว้เพียง 6 ชนิดที่มีตัวแทนนักกีฬาไทยเข้าร่วมแข่งขันโดยตรงเท่านั้น ประกาศฉบับปฏิรูปนี้ได้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการหลังเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ถือเป็นการปลดล็อกครั้งสำคัญที่เปิดทางให้คอนเทนต์ฟุตบอลโลกกลับคืนสู่กลไกตลาดเสรีตามหลักสากล
ทว่าเมื่อบริบทเดินทางเข้าสู่ฟุตบอลโลกปี 2026 ที่มีสามชาติยักษ์ใหญ่ในทวีปอเมริกาเหนือร่วมกันเป็นเจ้าภาพ สถานการณ์กลับยิ่งซับซ้อนและท้าทายขึ้นเป็นทวีคูณ เนื่องจากฟีฟ่าได้ทำการเพิ่มจำนวนทีมแข่งขันเป็น 48 ทีม ส่งผลให้จำนวนแมตช์พุ่งสูงถึง 104 แมตช์ อีกทั้งกระแสความตื่นตัวในระดับโลกยังได้รับแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยทางวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ เมื่อมีการประกาศว่าศิลปินระดับโลกที่มีฐานแฟนคลับมหาศาลในไทยอย่าง "ลิซ่า" จะเป็นศิลปินหลักขึ้นโชว์ในพิธีเปิดการแข่งขัน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้มูลค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ขยับตัวสูงขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าน่าจะอยู่ในกรอบประมาณ 1,500–2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากรอบก่อนอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากจำนวนแมตช์ที่เพิ่มขึ้นจาก 64 เป็น 104 นัด
แม้กฎเกณฑ์ Must Have จะถูกยกเลิกไปแล้ว และ กสทช. ปิดประตูตายในการใช้เงินกองทุนสาธารณะอุดหนุน แต่กลไกทางการเมืองภายใต้รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังคงยึดมั่นในแนวทางประชานิยม โดยประกาศนโยบายกร้าวว่าคนไทยต้องได้ดูฟรีทีวีครบทุกนัด วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและมอบหมายให้ "กรมประชาสัมพันธ์" เป็นหน่วยงานกลางประสานงานร่วมกับ กสทช. และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 โดยรัฐบาลยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะไม่มีการควักกระเป๋าใช้งบประมาณแผ่นดินโดยตรง ทั้งนี้ มติดังกล่าวเป็นเพียงการ "รับทราบ" และมอบหมายหน้าที่ประสานงาน มิใช่การอนุมัติงบประมาณใด ๆ แต่อย่างใด
การกระทำดังกล่าวส่งผลให้เกิดการวิเคราะห์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญและฝ่ายค้าน นำโดยนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ที่ระบุว่าการที่รัฐบาลรีบออกมาฟันธงและประกาศล่วงหน้าว่าประชาชนต้องได้ดูฟรี ถือเป็นการทำลายอำนาจต่อรองเชิงพาณิชย์กับเอเยนต์ผู้ถือสิทธิ์ของฟีฟ่าโดยสิ้นเชิง ฝั่งเอเยนต์ต่างรับรู้ว่ารัฐบาลไทยมีพันธสัญญาทางการเมืองที่ต้องทำให้สำเร็จ จึงไม่มีความจำเป็นต้องลดราคาให้ และสามารถโก่งราคาได้ตามใจชอบ ซ้ำร้าย แนวคิดที่จะไปดึงงบประมาณทางอ้อมจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ หรือความพยายามจะดึงเงินกองทุน กทปส. มาใช้อีกครั้ง ยังถือเป็นการเบี่ยงเบนเม็ดเงินสาธารณะที่ควรจะนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์หลักในการพัฒนานักกีฬาไทยในประเทศ หรือช่วยเหลือกลุ่มคนพิการและผู้เปราะบางในการเข้าถึงสื่อ เพื่อนำมาผลาญกับค่าลิขสิทธิ์คอนเทนต์ต่างประเทศเพียงเพื่อสร้างคะแนนนิยมระยะสั้น ๆ ของฝ่ายบริหาร
บทวิเคราะห์สรุปแนวโน้มสปอร์ตธุรกิจไทยในอนาคต
มหากาพย์ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกในประเทศไทยเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ การปลดล็อกทางกฎหมายด้วยการถอดฟุตบอลโลกออกจากกฎ Must Have ควรจะเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่โมเดลธุรกิจเสรีที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกอุปสงค์และอุปทานอย่างแท้จริง ทว่า ตราบใดที่โครงสร้างส่วนบนและอุดมการณ์ทางการเมืองยังคงมองว่ารายการกีฬาพาณิชย์คือ "เครื่องมือแจกความสุขฟรี" เพื่อผลประโยชน์ทางนโยบาย วงการสปอร์ตธุรกิจและโทรทัศน์ไทยก็ไม่อาจหลุดพ้นจากหล่มของความไม่มีเสถียรภาพไปได้
ทางออกที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับประเทศไทยในอนาคต คือการปล่อยให้ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดถูกบริหารจัดการโดยภาคเอกชน 100% ภายใต้โมเดลธุรกิจเชิงพาณิชย์ที่สมเหตุสมผล ไม่ว่าจะเป็นการขายแพ็กเกจรับชม (Pay-TV) ผ่านระบบสตรีมมิ่งคุณภาพสูง หรือการสอดแทรกโฆษณาในฟรีทีวีตามสัดส่วนการลงทุน ภาครัฐและฝ่ายการเมืองควรยุติบทบาทการเป็นผู้แทรกแซงหรือผู้จัดหาของฟรี แล้วเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นผู้กำกับดูแลให้เกิดสัญญาร่วมทุนที่โปร่งใส เป็นธรรม และป้องกันการผูกขาดที่ไร้ประสิทธิภาพ บทเรียนจากอดีตอันยาวนานตั้งแต่นัดชิงปี 1970 จนถึงมหากาพย์จอดำปี 2022 ได้พิสูจน์แล้วว่า "ของฟรีไม่มีอยู่จริงในโลกธุรกิจ" และหากประเทศไทยยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนมายาคตินี้ได้ ดีลหยุดโลกในทุก ๆ 4 ปี ก็จะยังคงเป็นวิกฤตไฟลนก้นที่สร้างความปั่นป่วนและฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
You might be intertested in this news.
Mostview
เปิดประวัติ อ.ไพศาล แสนไชย เจ้าของฉายา “ล่ามเมืองมนุษย์"
เปิดประวัติ รู้จัก อ.ไพศาล แสนไชย เจ้าของฉายา “ล่ามเมืองมนุษย์" กับเรื่องเล่าสุดปาฎิหารย์ ...
ลาก่อนนะ 'เกียบัน' คนแรก สุดอาลัย "เคนจิ โอบะ" เสียชีวิตแล้วในวัย 71 ปี
อาลัยตำนาน "ตำรวจอวกาศ" เคนจิ โอบะ เสียชีวิตในวัย 71 ปี ปิดตำนานฮีโร่ผู้จุดประกายยุค Metal Hero ในฐานะผู้รับบท อิจิโจจิ เร็ตสึ ตำรวจอวกาศเกียบัน (คนแรก) รวมทั้งขบวนการ 5 สี แบทเทิลฟีเวอร์ ในบทบาท แบทเทิลเคนย่า และ เดนจิบลู จากขบวนการ 5 มนุษย์ไฟฟ้าเดนจิแมน
กับดักฉลาก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป พรางค่าโซเดียม
สภาองค์กรผู้บริโภคเผยกับดักฉลาก “ทางเลือกสุขภาพ” ถึงเวลาคุมเข้ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นำเข้า หลังพบเทคนิค “แบ่งกิน” พรางค่าโซเดียม ...
ม.เกษตร จับมือ ปตท.LNG เปิดตัว การเลี้ยง "แอตแลนติก แซลมอน" ในน้ำหมุนเวียน
พลิกประวัติศาสตร์ประมงไทย! เกษตรศาสตร์ จับมือ ปตท.LNG เปิดตัวโครงการเลี้ยง "แอตแลนติกแซลมอน" ในกรุงเทพฯ โดยใช้ระบบน้ำหมุนเวียน ทำความเย็นด้วยพลังงานเหลือจากการผลิตก๊าซธรรมชาติ ประเดิมลูกปลา 2 หมื่นตัว หวังสร้างอุตสาหกรรมสัตว์น้ำมูลค่าสูง
รีวิวซีรีส์ Man on Fire 2026 คาดหวัง...เลยผิดหวัง!
เห็นซีรีส์ เรื่อง Man on Fire หรือ “คนจริงเผาแค้น” 2026 โผล่ขึ้นมาใน Netflix จึงรีบเปิดดู ด้วยความรู้สึกมีความ “คาดหวัง” มากระดับหนึ่ง...
ข่าวที่เกี่ยวข้อง