วันพุธ, พฤษภาคม 27, 2569

จำคุก 3 ปี 'วัชรพล-สุภา' อดีต ป.ป.ช. ปมไม่เปิดเผยข้อมูลนาฬิกาบิ๊กป้อม

by Trust News, 27 พฤษภาคม 2569

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 สั่งจำคุก 3 ปีไม่รอลงอาญา “วัชรพล-สุภา“ อดีต ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ไม่เปิดเผยข้อมูลนาฬิกาหรู "บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร"  ล่าสุด ได้รับประกันตัว วงเงิน 4 แสน ...

วันนี้( 27 พ.ค.) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จ.สระบุรี ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีคดีหมายเลขแดงที่ อท60/2569 ที่นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำเลยที่ 1 นายวรวิทย์ สุขบุญ อดีตเลขาธิการ ป.ป.ช. จำเลยที่ 2 พร้อมพวกรวม 12 คน มีส่วนปกปิดเอกสารการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ครั้งเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

โจทก์ฟ้อง ความว่าโจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชน เป็นประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่นทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการด้านภัยคอร์รัปชัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จำเลยที่ 3-12 เป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

เมื่อระหว่างวันที่ 22 ส.ค.2562 ต่อเนื่องถึงวันที่ 23 พ.ค.2567 จำเลยทั้ง 12 เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม ดังนี้

1. จำเลยที่ 2,3,4,5,6,7,8,9เเละ10 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเพิกเฉยไม่ส่งมอบข้อมูลข่าวสารที่โจทก์ขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนกรณีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยไม่แสดงว่ามีนาฬิกาข้อมือราคาแพงอยู่เป็นจำนวนมากและ แหวนประดับมีค่าหลายรายการ ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหาร ราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย มีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการคือ (1 ) รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ขอให้ดำเนินการไต่สวนพลเอกประวิตรดังกล่าว

2.จำเลยที่1, 2,3,8,7,9,11และ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่ให้จำเลยเปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการ ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย

3.จำเลยที่ 1, 2,3,8,7,9,11และ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง ที่มีคำสั่งให้ ป.ป.ช. ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.228/2566 โดยให้เปิดเผยข้อมูลคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชร แก่โจทก์ 3 รายการ ได้แก่ (1 ) รายการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของพลเอกประวิตร (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรืองนี้ ให้ถูกต้องครบถ้วนภายในวันที่ 11 ส.ค.2566

4.จำเลยที่ 1, 2,3,8,7,9,11และ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืน การปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง เป็นเหตุให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งปรับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2รายละ 5 พันบาท การกระทำของจำเลยทั้ง12 เป็นการสมคบกัน ร่วมกันปกปิดข้อความจริงที่เกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลการปกปิดบัญชีทรัพย์สินของพลเอกประวิตรโดยมิชอบ

แม้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายจะมีคำวินิจฉัย และศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเปิดเผยข้อมูลนั้นแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้ง 12 ก็ยังร่วมกันฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติ ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จนศาลปกครองกลางต้องมีคำบังคับและลงโทษปรับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองฐานไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ในที่สุด ป.ป.ช.

โดยจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งให้โจทก์ไปรับเอกสารตามคำบังคับของศาล แต่จำเลยที่ 1 กับพวก กลับส่งมอบเอกสารไม่ครบตามคำพิพากษาของศาลปกครองสุดและมีการคาดสีดำทับตัวอักษรและปกปิดข้อความหลายส่วน การกระทำของจำเลยทั้ง12 เป็นความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157ประกอบมาตรา 83 เหตุเกิดที่ ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 อ้างว่าจำเลยที่ 4 ครบวาระการดำรงตำแหน่งอายุ 70 ปี ไปก่อนเกิดเหตุ ศาลมีคำสั่งอนุญาตชั้นไต่สวนมูลฟ้อง

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษาว่า พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 3,7,8 และที่ 11ที่ลงมติไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสูงสุด มีมูลว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157จึงให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3,7,8 เเละที่ 11ไว้พิจารณาต่อไป ยกฟ้องจำเลยที่ 1,2,5,6,9,10เเละ12

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8-11 ศาลอนุญาต

วันสืบพยาน โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3,7 ศาลยกคำร้อง ด้วยเหตุคำร้องของขอถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ และอาจเกิดความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 วินิจฉัยว่า "..โจทก์เป็นนักสิทสิทธิมนุยชนทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชั้น การที่โจทก์ขอข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช.และ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังศาลปกครองสูงสุดก็ได้พิพากษาให้โจทก์มีสิทธิ์ได้รับเอกสารที่เกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สินในเรื่องที่กล่าวหาว่ามีการกระทำการโดยทุจริต

"โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 7 และเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 28(2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 3559มาตรา 6 วรรคหนึ่ง...

"การกระทำของจำเลยที่ 3,7 เป็นความผิดตามฟ้อง แต่มีเจตนาเดียวเพื่อมิให้โจทก์ได้รับข้อมูลข่าวสารทั้ง 3 รายการตั้งแต่ต้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว..."

พิพากษาว่า จำเลยที่ 3,7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบ มาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี

ภายหลังมีคำพิพากษา พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ จำเลยที่ 3 และ นางสาว สุภา ปิยะจิตติ จำเลยที่ 7 ได้ยื่นประกันตัวระหว่างอุทธรณ์

ล่าสุดศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี วงเงินคนละ 4 แสนบาท แต่กำหนดเงื่อนไขห้ามทั้งสองเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

สำหรับรายชื่อจำเลยทั้ง 12 คนมีดังนี้
1.นายนิวัติไชย เกษมมงคล
2.นายวรวิทย์ สุขบุญ
3.พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ
4.นายปรีชา เลิศกมลมาศ
5.พลตำรวจเอก สถาพร หลาวทอง
6.นายณรงค์ รัฐอมฤต
7.นางสาวสุภา ปิยะจิตติ
8.นายวิทยา อาคมพิทักษ์
9.นางสุวณา สุวรรณจูฑะ
10.พลเอก บุณยวัจน์ เครือหงส์
11.นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา
12.นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข

ศาลทุจริตภาค 1 จำคุก 3 ปี  “วัชรพล-สุภา“ อดีต ป.ป.ช. ปมไม่เปิดเผยข้อมูลนาฬิกาบิ๊กป้อม

 

 

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 สั่งจำคุก 3 ปีไม่รอลงอาญา “วัชรพล-สุภา“ อดีต ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ไม่เปิดเผยข้อมูลนาฬิกาหรู "บิ๊กป้อม" ตามที่ "วีระ สมความคิด" ร้องขอ อย่างครบถ้วน แม้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารมีมติให้เปิดเผย และศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแล้ว

 

วันนี้( 27 พ.ค.) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จ.สระบุรี ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีคดีหมายเลขแดงที่ อท60/2569 ที่นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำเลยที่ 1 นายวรวิทย์ สุขบุญ อดีตเลขาธิการ ป.ป.ช. จำเลยที่ 2 พร้อมพวกรวม 12 คน มีส่วนปกปิดเอกสารการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ครั้งเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

 

โจทก์ฟ้อง ความว่าโจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชน เป็นประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่นทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการด้านภัยคอร์รัปชัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จำเลยที่ 3-12 เป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

 

เมื่อระหว่างวันที่ 22 ส.ค.2562 ต่อเนื่องถึงวันที่ 23 พ.ค.2567 จำเลยทั้ง 12 เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม ดังนี้

 

1. จำเลยที่ 2,3,4,5,6,7,8,9เเละ10 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเพิกเฉยไม่ส่งมอบข้อมูลข่าวสารที่โจทก์ขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนกรณีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยไม่แสดงว่ามีนาฬิกาข้อมือราคาแพงอยู่เป็นจำนวนมากและ แหวนประดับมีค่าหลายรายการ ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหาร ราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย มีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการคือ (1 ) รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ขอให้ดำเนินการไต่สวนพลเอกประวิตรดังกล่าว

 

2.จำเลยที่1, 2,3,8,7,9,11และ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่ให้จำเลยเปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการ ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย

 

3.จำเลยที่ 1, 2,3,8,7,9,11และ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง ที่มีคำสั่งให้ ป.ป.ช. ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.228/2566 โดยให้เปิดเผยข้อมูลคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชร แก่โจทก์ 3 รายการ ได้แก่ (1 ) รายการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของพลเอกประวิตร (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรืองนี้ ให้ถูกต้องครบถ้วนภายในวันที่ 11 ส.ค.2566

 

4.จำเลยที่ 1, 2,3,8,7,9,11และ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืน การปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง เป็นเหตุให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งปรับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2รายละ 5 พันบาท การกระทำของจำเลยทั้ง12 เป็นการสมคบกัน ร่วมกันปกปิดข้อความจริงที่เกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลการปกปิดบัญชีทรัพย์สินของพลเอกประวิตรโดยมิชอบ

 

แม้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายจะมีคำวินิจฉัย และศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเปิดเผยข้อมูลนั้นแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้ง 12 ก็ยังร่วมกันฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติ ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จนศาลปกครองกลางต้องมีคำบังคับและลงโทษปรับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง

ฐานไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ในที่สุด ป.ป.ช.

 

โดยจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งให้โจทก์ไปรับเอกสารตามคำบังคับของศาล แต่จำเลยที่ 1 กับพวก กลับส่งมอบเอกสารไม่ครบตามคำพิพากษาของศาลปกครองสุดและมีการคาดสีดำทับตัวอักษรและปกปิดข้อความหลายส่วน การกระทำของจำเลยทั้ง12 เป็นความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157ประกอบมาตรา 83 เหตุเกิดที่ ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157

 

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 อ้างว่าจำเลยที่ 4 ครบวาระการดำรงตำแหน่งอายุ 70 ปี ไปก่อนเกิดเหตุ ศาลมีคำสั่งอนุญาตชั้นไต่สวนมูลฟ้อง

 

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษาว่า พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 3,7,8 และที่ 11ที่ลงมติไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสูงสุด มีมูลว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157จึงให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3,7,8 เเละที่ 11ไว้พิจารณาต่อไป ยกฟ้องจำเลยที่ 1,2,5,6,9,10เเละ12

 

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8-11 ศาลอนุญาต

 

วันสืบพยาน โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3,7 ศาลยกคำร้อง ด้วยเหตุคำร้องของขอถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ และอาจเกิดความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ

 

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 วินิจฉัยว่า "..โจทก์เป็นนักสิทสิทธิมนุยชนทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชั้น การที่โจทก์ขอข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช.และ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังศาลปกครองสูงสุดก็ได้พิพากษาให้โจทก์มีสิทธิ์ได้รับเอกสารที่เกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สินในเรื่องที่กล่าวหาว่ามีการกระทำการโดยทุจริต

 

"โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 7 และเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 28(2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 3559มาตรา 6 วรรคหนึ่ง...

 

"การกระทำของจำเลยที่ 3,7 เป็นความผิดตามฟ้อง แต่มีเจตนาเดียวเพื่อมิให้โจทก์ได้รับข้อมูลข่าวสารทั้ง 3 รายการตั้งแต่ต้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว..."

 

พิพากษาว่า จำเลยที่ 3,7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบ มาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี

 

ภายหลังมีคำพิพากษา พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ จำเลยที่ 3 และ นางสาว สุภา ปิยะจิตติ จำเลยที่ 7 ได้ยื่นประกันตัวระหว่างอุทธรณ์

 

ล่าสุดศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี วงเงินคนละ 4 แสนบาท แต่กำหนดเงื่อนไขห้ามทั้งสองเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

 

สำหรับรายชื่อจำเลยทั้ง 12 คนมีดังนี้

1.นายนิวัติไชย เกษมมงคล

2.นายวรวิทย์ สุขบุญ

3.พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ

4.นายปรีชา เลิศกมลมาศ

5.พลตำรวจเอก สถาพร หลาวทอง

6.นายณรงค์ รัฐอมฤต

7.นางสาวสุภา ปิยะจิตติ

8.นายวิทยา อาคมพิทักษ์

9.นางสุวณา สุวรรณจูฑะ

10.พลเอก บุณยวัจน์ เครือหงส์

11.นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา

12.นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข


You might be intertested in this news.

Mostview

อู๋เหล่ย น้องชายแห่งชาติ ที่มีสารตั้งต้นจากความอบอุ่น (ชมคลิป)

อู๋เหล่ย น้องชายแห่งชาติ ที่มีสารตั้งต้นจากความอบอุ่น (ชมคลิป)

ไอดอลเรียนดีกีฬาเด่น อิ๊งค์ชา BNK48 สอบติด คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

เหล่าโอตะแฟนคลับและสมาชิก BNK48 พร้อมใจร่วมยินดีกับ อิ๊งค์ชา BNK48 ไอดอลสาวเรียนดี กีฬาเด่นดีกรี อดีตนักแบดมินตันระดับเยาวชนหลังเจ้าตัวสามารถทำตามความฝันของตัวเองได้สำเร็จไปหนึ่งก้าว ในการสอบติดคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล

ตร.ไซเบอร์ เร่งตรวจสอบ คู่ไลฟ์สดอนาจาร เตือนไลก์-แชร์มีความผิด

ตํารวจไซเบอร์เร่งล่าตัว คู่ไลฟ์สดอนาจารว่อนเฟซบุ๊ก ลั่นเอาผิดถึงที่สุด เตือนคนกดไลก์-แชร์ก็ผิดกฎหมาย มีความผิดเท่าคนโพสต์ จําคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 หรือทั้งจําทั้งปรับ...

ชาอึนอู Face Genius กับเส้นทางสู่ความสมบูรณ์แบบ (ชมคลิป)

ชาอึนอู Face Genius กับเส้นทางสู่ความสมบูรณ์แบบ (ชมคลิป)

พรุ่งนี้! ลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ขั้นตอนและวิธีลงทะเบียนสำเร็จ-ไม่สำเร็จ

พรุ่งนี้แล้ว! “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เปิดลงทะเบียนประชาชน–ร้านค้า รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 60% เผยขั้นตอน และวิธีการลงทะเบียน คนถือบัตรสวัสดิกการแห่งรัฐ ไม่ต้องลงทะเบียน ก็มีเงินเพิ่มทันที

TrustNEws Line