วันพุธ, สิงหาคม 5, 2569

สิ้นแสงตะวัน ‘จัมป์เจ็ต’ ปิดฉาก 50 ปี นาวิกโยธินสหรัฐฯ ปลดฝูงบิน "แฮร์ริเออร์"

by Trust News, 6 มิถุนายน 2569

เครดิตภาพ เฟซบุ๊กเพจ นาวิกโยธินสหรัฐอเมริกา USMC 

นี่คือบทสรุปการเดินทาง 50 ปีของ AV-8B Harrier II Plus อากาศยานขึ้น-ลงทางดิ่งระดับตำนานที่ครองใจทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ มาหลายช่วงอายุคน จากมีดโกนสนับสนุนทหารราบส่วนหน้าในสงครามอ่าวเปอร์เซีย สู่วีรกรรมปกป้องพี่น้องบนแดนดิบอัฟกานิสถานและอิรัก แม้ในวันนี้ "ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า" เพื่อส่งไม้ต่อให้กับทายาทล่องหนอย่าง F-35B แต่สำหรับแฟนคลับทหารบินและคนรักโมเดลแล้ว มนต์เสน่ห์ ความดิบ และความห้าวหาญของเจ้า Jump Jet ลำนี้ จะยังคงสถิตอยู่อย่างงดงามในฐานะ 'เทวดารักษาความปลอดภัย' ที่ทหารแนวหน้าไม่มีวันลืมเลือน

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์เทอร์โบแฟน Rolls-Royce Pegasus ค่อยๆ ดับลง พร้อมกับท่อปรับทิศทางแรงดันพ่นลม (Thrust Vectoring Nozzles) ที่หมุนกลับมาขนานกับลำตัวเป็นครั้งสุดท้าย ณ ลานบินของสถานีการบินนาวิกโยธินเชอร์รีพอยต์ (MCAS Cherry Point) รัฐนอร์ทแคโรไลนา ท้องฟ้าในวันนั้นดูจะเงียบเหงากว่าที่เคย นี่คือฉากทัศน์ประวัติศาสตร์ในพิธี "Harrier Sundown" ของฝูงบิน VMA-223 "Bulldogs" เที่ยวบินอำลาอย่างเป็นทางการของ AV-8B Harrier II Plus อากาศยานโจมตีขึ้น-ลงทางดิ่งระดับตำนาน ซึ่งถือเป็นการปิดฉากยุคสมัยของ "Jump Jet" ที่ร่วมหัวจมท้ายและพิทักษ์น่านฟ้าเคียงข้างหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ (USMC) มาอย่างยาวนานเกินกว่าครึ่งศตวรรษ

ปฏิวัติหลักนิยมการรบ อากาศยานที่เกิดมาเพื่อทหารราบแนวหน้า

หากจะเข้าใจว่าทำไมแฮร์ริเออร์จึงเป็นที่รักและผูกพันกับหน่วย USMC ยิ่งกว่าเครื่องบินลำไหนๆ เราต้องย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ช่วงทศวรรษที่ 1970 ยุคที่กองทัพทั่วโลกยังยึดติดกับภาพเครื่องบินรบความเร็วเหนือเสียงที่ต้องพึ่งพารันเวย์คอนกรีตยาวเป็นกิโลเมตร

แต่นาวิกโยธินสหรัฐฯ มีโจทย์ที่ต่างออกไป พวกเขาต้องการ "หมัดหนัก" ที่สามารถทะยานขึ้นจากดาดฟ้าเรือยกพลขึ้นบกขนาดเล็ก (LHA/LHD) หรือแม้กระทั่งลานดินแคบๆ ที่เพิ่งยึดได้จากศัตรู เพื่อทำหน้าที่ สนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด (Close Air Support - CAS) ให้กับพี่น้องทหารราบที่กำลังปะทะอยู่เบื้องล่าง

แนวคิด V/STOL (Vertical and Short Takeoff and Landing) จากวิศวกรรมสัญชาติอังกฤษจึงถูกนำมาหลอมรวมกับเทคโนโลยีอเมริกัน กลายเป็น AV-8A และถูกพัฒนาจนถึงขีดสุดในรุ่น AV-8B Harrier II Plus อาวุธปล่อยติดเรดาร์ที่ไม่ได้มีดีแค่การบินขึ้นลงตรงๆ เหมือนเฮลิคอปเตอร์ แต่ข้ามขีดจำกัดไปบรรทุกระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์และดาวเทียม คอยทำหน้าที่เป็น "เทวดารักษาความปลอดภัยลอยฟ้า" ในทุกสมรภูมิ ตั้งแต่พายุทะเลทรายในสงครามอ่าวเปอร์เซีย (1991) ไปจนถึงหุบเขาสูงชันในอัฟกานิสถานและเขตเมืองอันตรายในอิรัก

จุดเริ่มต้นจัมป์เจ็ตจากของนำเข้าสัญชาติอังกฤษ สู่การปฏิวัติพิมพ์นิยมโดยอเมริกา

ย้อนกลับไปในยุค 70 นาวิกโยธินสหรัฐฯ เริ่มต้นใช้งาน AV-8A Harrier ซึ่งเป็นการนำเข้าเครื่องบินรุ่นแรก (ฮอว์กเกอร์ ซิดเลย์ Harrier GR.1) จากอังกฤษมาใช้งานโดยตรง แม้ USMC จะประทับใจในความสามารถในการขึ้น-ลงทางดิ่งมาก แต่รุ่น A มีข้อจำกัดร้ายแรงคือ "บินได้ไม่ไกล และแบกอาวุธได้น้อยมาก" จนถูกล้อว่าเป็นเครื่องบินที่วิ่งไปทิ้งระเบิดได้แค่แถวๆ รันเวย์ตัวเองก็ต้องบินกลับมาเติมน้ำมันแล้ว

กองทัพสหรัฐฯ จึงมอบหมายให้บริษัท McDonnell Douglas (ก่อนควบรวมกับ Boeing) นำโมลเดิมมาศัลยกรรมครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนโครงสร้างปีกให้กว้างขึ้นด้วยวัสดุคอมโพสิตน้ำหนักเบา ขยายช่องดักอากาศ และเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ทรงพลังขึ้น จนเกิดเป็นตระกูล AV-8B Harrier II ที่มีสัญชาติอเมริกันอย่างเต็มตัว และเริ่มเข้าประจำการกับฝูงบิน นย.สหรัฐช่วงกลางยุค 80 และสายการผลิตนี้ก็ได้แตกหน่อออกมารวมทั้งหมด 4 รุ่นย่อยหลัก ในกองทัพนาวิกโยธินสหรัฐฯ



เจาะลึก 4 รุ่นย่อยหลักของ AV-8B ในหน่วย USMC

1. AV-8B Harrier II (Day Attack) - รุ่นบุกเบิกสายตาฟากฟ้ากลางวัน

ร่างแรกของตระกูล B เริ่มเข้าประจำการในช่วงกลางยุค 80 ผิวเครื่องได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดให้มีโครงสร้างทันสมัย (ถ้าเปรียบเป็นโมเดล ยุคนี้เริ่มปรับมาเป็นผิวเรียบคมชัดแล้ว) หัวเครื่องทรงมนติดตั้งระบบกล้องทีวีและเลเซอร์ชี้เป้า ARBS (Angle Rate Bombing System) และมี ระบบปืนของ AV-8B คือ ปืนใหญ่อากาศแบบลำกล้องหมุน (Gatling Gun) ขนาด 25 มิลลิเมตร รุ่น GAU-12/U Equalizer บรรจุกระสุนไปได้ครั้งละ 300 นัด และ เมื่อไม่ใช้งานสามารถถอดออกได้ (Detachable) ในกรณีที่ภารกิจนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ปืน หรือต้องการลดน้ำหนักเครื่องเพื่อบรรทุกน้ำมัน/อาวุธชนิดอื่นให้บินได้ไกลขึ้น

เทคนิคพิเศษเพื่อการบินขึ้น-ลงทางดิ่ง: เมื่อถอดกระเปาะปืนออก นาวิกโยธินจะไม่ปล่อยให้ใต้ท้องเครื่องโล่งๆ ครับ แต่พวกเขาจะติดตั้ง แผ่นดักลมซ้าย-ขวา (Strakes) เข้าไปแทนที่

ข้อจำกัดแม้จะแบกอาวุธได้มากกว่ารุ่นคุณปู่ AV-8A ถึงสองเท่า และบินได้ไกลขึ้นมาก แต่มันยังคงทำหน้าที่ได้ดีเฉพาะ "เวลากลางวันและทัศนวิสัยเปิด" เท่านั้น ทำให้ยังใช้งานอาวุธที่เป็นจรวดไม่นำวิถี และระเบิดตระกูล MK80 อาวุธปล่อยอากาศ-สู่-พื้น AGM-65E มาเวอริค นำวิถีด้วยเลเซอร์ และป้องกันตัวเองด้วยมิสไซล์นำวิถีด้วยอินฟราเรด AIM-9 L/M ไซด์วายเดอร์ 

2. AV-8B Night Attack - ร่างปรับปรุง ลบจุดอ่อน ยึดครองเวลากลางคืน

ในปี 1989 เพื่อตอบโจทย์การรบที่ศัตรูมักเคลื่อนพลในความมืด USMC จึงอัปเกรดแฮร์ริเออร์ให้เป็นรุ่น Night Attack ความเปลี่ยนแปลง จุดสังเกตเด่นชัดคือการติดตั้ง กล้องตรวจจับความร้อน NAVFLIR (Navigation Forward-Looking Infrared) ไว้ที่บนสันหัวเครื่องเหนือแผงเรดอมหน้า ห้องนักบินเปลี่ยนมาใช้ระบบไฟที่รองรับการใส่แว่นมองกลางคืน (NVG) และเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็น Pegasus 11-61 (F402-RR-408) ที่ให้แรงขับสูงขึ้น ทำให้มันสามารถบินเรี่ยยอดไม้เกาะภูมิประเทศโจมตีเป้าหมายในเวลากลางคืนได้อย่างน่ากลัว

สำหรับระบบอาวุธิ ใช้งานได้เหมือนรุ่น Day Attack แต่มีการเพิ่มขีดความสามารถใช้อาวุธนำวิถีรุ่นใหม่ๆ เช่น ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU-12 Paveway II (500 ปอนด์) หรือ GBU-16 (1,000 ปอนด์) โดยติดตั้งกระเปาะชีเป้า AN/AAQ-28(V) LITENING Pod มาแขวนที่ใต้ท้องเครื่อง (ตรงจุดแขวนเซ็นเตอร์ หรือใต้ปีก)

3. AV-8B Harrier II Plus (+) - ร่างสุดยอด ติดเขี้ยวเล็บเรดาร์รอบทิศ

นี่คือร่างสุดท้ายที่เป็นพระเอกในพิธีอำลา Harrier Sundown  พัฒนาต่อยอดจากรุ่น Night Attack ในปี 1993 โดยการ "ยืดส่วนหัวเครื่องออกไปอีก 17 นิ้ว" เพื่อยัดระบบเรดาร์ AN/APG-65 (ซึ่งเป็นเรดาร์ตัวเดียวกับที่ใช้ในเครื่องบินขับไล่ F/A-18 Hornet ยุคแรก) เข้าไป

การมีเรดาร์ AN/APG-65 ทำให้รุ่น Plus ข้ามขีดจำกัดจากการเป็นเครื่องบินโจมตีธรรมดา กลายเป็นอากาศยานที่สามารถยิงขีปนาวุธต่อระยะไกลนอกสายตาได้อย่าง AIM-120 AMRAAM รวมถึงใช้ล็อกเป้าหมายขีปนาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำอย่าง AGM-84 Harpoon ได้ด้วยตัวเอง ทำให้มันเป็นรุ่นที่ครบเครื่องที่สุดทั้งรุก-รับ และครองอากาศได้ในตัว

4. TAV-8B Harrier II - รุ่นสองที่นั่งสำหรับฝึกนักบินใหม่ 

เพื่อให้นักบินหน้าใหม่สามารถควบคุมเครื่องบินที่มีความอินดี้ในการบินขึ้นลงทางดิ่งได้โดยไม่เกิดอุบัติเหตุ จึงมีการสร้างรุ่นสองที่นั่ง (Two-seat trainer) โดยขยายส่วนหัวและห้องนักบินให้เรียงต่อกันเป็น 2 ตอนสำหรับครูฝึกและศิษย์การบิน ซึ่งรุ่นนี้ก็ได้รับการอัปเกรดระบบภายในให้สอดคล้องกับฝูงบินหลักเรื่อยมา

ภาพจำในความทรงจำ และมนต์เสน่ห์ที่เทคโนโลยีเลียนแบบไม่ได้

สำหรับคนทั่วไปและคนรักเครื่องบินรบ แฮร์ริเออร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่อาวุธสงคราม แต่เป็น "ป็อปคัลเจอร์" ที่ฝังรากลึกในความทรงจำ ใครจะลืมภาพความตื่นตาตื่นใจในหน้าประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ยุค 90 อย่าง True Lies (1994) ที่พระเอกที่รับบทโดย อาร์โนลด์ ชวาก์สเนกเกอร์ ห้อยตัวร้ายไว้กับขีปนาวุธ Sidewinder ใต้ปีกแฮร์ริเออร์กลางตึกระฟ้าเมืองไมอามี ภาพเหล่านั้นคือสิ่งที่ตอกย้ำความมหัศจรรย์ของเครื่องบินลำนี้ต่อสายตาชาวโลก

ในแง่ของศาสตร์และศิลป์แห่งการบิน การบังคับแฮร์ริเออร์ให้อยู่หมัดคือความท้าทายขั้นสูงสุดของนักบิน มันไม่มีระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะคอยประคองเต็มรูปแบบเหมือนเครื่องบินยุคใหม่ ทุกวินาทีที่เครื่องลอยตัวนิ่งๆ อยู่กลางอากาศ (Hovering) คือการผสมผสานระหว่างสัญชาตญาณ ฝีมือ และความกล้าหาญของมนุษย์กับเครื่องยนต์พ่นลมร้อนเกือบพันองศาลงสู่พื้นดิน ความดิบและเสน่ห์เช่นนี้คือสิ่งที่หาไม่ได้อีกแล้วในอากาศยานยุคปัจจุบัน

สิ้นแสงตะวัน ส่งไม้ต่อสู่ทายาทล่องหน... แต่ตำนานจะอยู่ตลอดไป

การปลดประจำการของ AV-8B แฮร์ริเออร์พลัส ในพิธี Harrier Sundown ครั้งนี้ คือการส่งสิทธิขาดในการพิทักษ์น่านฟ้ากองเรือให้กับ F-35B Lightning II เครื่องบินรบล่องหนยุคที่ 5 ที่มีความสามารถในการบินขึ้นลงทางดิ่งเช่นเดียวกัน

จริงอยู่ที่ F-35B นั้นเร็วล้ำอนาคต เงียบเชียบ และซ่อนตัวในเงามืดได้อย่างยอดเยี่ยม แต่อย่างไรเสีย สำหรับเหล่านักบิน ช่างเครื่อง และทหารนาวิกโยธินหลายช่วงอายุคน... ไม่มีอะไรจะมาทดแทนเสียงคำรามอันกึกก้องจนแผ่นดินสะเทือน และกลิ่นไอความร้อนของเครื่องยนต์เพกาซัสที่เคยโชยมาพร้อมกับความอุ่นใจของทหารแนวหน้าได้เลย

เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่เชอร์รีพอยต์ เจ้าตำนานจัมป์เจ็ตได้ร่อนลงจอดสนิทเป็นครั้งสุดท้าย ทิ้งไว้เพียงควันจางๆ และคราบเขม่าบนรันเวย์ที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชน

AV-8B Harrier II ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว จากนี้ไปมันจะไม่ได้โบยบินอยู่บนฟากฟ้า แต่เรื่องราว วีรกรรมอันห้าวหาญ และภาพของเครื่องบินหน้าตาแปลกประหลาดที่กางปีกทรงลูกศรพุ่งทะยานตรงขึ้นสู่ก้อนเมฆ จะยังคง "บิน" อยู่ในความทรงจำและความรักของแฟนคลับทั่วโลก... อย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย

แด่ผู้พิทักษ์เหนือน่านฟ้า แฮร์ริเออร์... ราตรีสวัสดิ์.


You might be intertested in this news.

Mostview

เรตค่าตัวพรีเซนเตอร์ ซุปตาร์จีน 2026 ใครแรงสุดในตลาดโฆษณา?

วงการบันเทิงจีนไม่ได้ร้อนแรงแค่ในสนามซีรีส์และภาพยนตร์เท่านั้น แต่ตลาดงานพรีเซนเตอร์และแบรนด์แอมบาสเดอร์ก็คึกคักไม่แพ้กัน แต่ละแบรนด์ยอมทุ่มงบหลักสิบล้านหยวนเพื่อดึงตัวซูเปอร์สตาร์...

สรุปคดี "ไอ้ป๋อง" ฆาตกรเหี้ยมฆ่า 5 ศพ กับเสียงเรียกร้องต้องประหาร

เรียกว่าสะเทือนสังคม สำหรับเรื่องราวของ "ไอ้ป๋อง" และ "ไอ้ธง" จากเหตุฆ่าชิงทรัพย์ 2 นักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย สู่การขยายผล และเจอเหยื่ออีก 3 ศพ เป็น 5 ศพ..

ไขรหัสเดนมนุษย์ ทำไม ‘ไอ้ป๋อง 5 ศพ’ ถึงกล้าฆ่าคนอย่างไร้ความปราณี

คดีสะเทือนขวัญชวนผวา กับคดีฆ่าชิงทรัพย์พี่น้องชาวรัสเซีย และฆ่า 3 คนไทย เพื่อปล้นทรัพย์อย่างไร้ความปรานี รวมกว่า 5 ศพ สร้างคำถามใหญ่ที่สั่นสะเทือนสังคมไทยว่า อะไรคือมูลเหตุจูงใจให้ ...

เปิดประวัติ “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์ผู้สร้างแรงบันดาลใจ กับการเดินทางครั้งสุดท้าย

อาลัย “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์ผู้สร้างแรงบันดาลใจ กับการเดินทางครั้งสุดท้าย ที่ประเทศจอร์เจีย ...

อาลัย “จอเจ ภูมิหิรัญ” นักแสดงหนัง “รินรดา” เสียชีวิตด้วยวัย 20 ปี

ทีมงานภาพยนตร์ “รินรดา” อาลัย “จอเจ ภูมิหิรัญ” หนึ่งในนักแสดง เสียชีวิตด้วยวัยเพียง 20 ปี เมื่อวันที่ 2 ส.ค....

TrustNEws Line