วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 22, 2569

สศก.ชู 5 คันโยกบูสต์เกษตรอินทรีย์ไทย ตามแผนฯ 71-75 ตรวจสอบได้-เจาะตลาดพรีเมียม

by Trust News, 8 กุมภาพันธ์ 2569

เลขาฯ สศก. ชู ‘5 คันโยก’ เพื่อลดความเสี่ยงผู้เล่นใหม่และเพิ่มความเชื่อมั่นตลาด ช่วยเร่งเครื่องเกษตรอินทรีย์ไทย เตรียมเดินหน้าแผนฯ ฉบับใหม่ 2571–2575 หนุนความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับ เปลี่ยนศักยภาพการผลิต มุ่งเพิ่มมูลค่าผลผลิต เจาะตลาดพรีเมียม

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวหลังการสัมมนาระดมความคิดเห็นในระดับพื้นที่เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2571 – 2575 ครั้งที่ 2 ณ โรงแรมทรีธารา จังหวัดลำปาง เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมาว่า การสัมมนาครั้งนี้เพื่อร่วมกำหนดทิศทางเกษตรอินทรีย์ของไทยในช่วงปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ตลาดต้องการมากกว่าเพียง “คำว่าอินทรีย์” แต่ต้องการ “ระบบความเชื่อมั่น” (Trust System) ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และรักษามาตรฐานได้สม่ำเสมอทุกลอต โดยเฉพาะตลาดพรีเมียมและตลาดส่งออกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน การรับรอง และการกำกับดูแลตลอดห่วงโซ่อุปทาน

เลขาธิการ สศก. กล่าวว่า แม้ตลาดอินทรีย์โลกยังเติบโตต่อเนื่อง แต่การแข่งขันและความเข้มงวดด้านมาตรฐานสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เกษตรอินทรีย์ไทยต้องยกระดับจากการปรับเปลี่ยนวิธีปลูก ไปสู่ “การบริหารระบบธุรกิจ และห่วงโซ่คุณค่า” (Value Chain Management) ที่เน้นคุณภาพ ความปลอดภัย และความโปร่งใส โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมรับกฎระเบียบสหภาพยุโรปด้านเกษตรอินทรีย์ (Regulation (EU) 2018/848) ที่เข้มงวดขึ้นทั้งด้านการผลิต การติดฉลาก และระบบควบคุมสินค้านำเข้า นอกจากนี้ เกษตรอินทรีย์กำลังบูรณาการร่วมกับแนวคิด Regenerative, Climate และ Carbon มากขึ้น โดยผู้ซื้อรายใหญ่และแหล่งทุนเริ่มให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ว่า “อินทรีย์แล้วสามารถลดคาร์บอน ฟื้นฟูดินและน้ำได้จริงหรือไม่” ซึ่งเกษตรกรที่ยกระดับการจัดการทรัพยากรและการบันทึกข้อมูลเพื่อยืนยันผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม จะได้รับแต้มต่อทั้งในการเข้าถึงตลาดคุณภาพและการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว (Green Finance)

นายพีรพันธ์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน สศก. ได้วิเคราะห์ถึงอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกษตรกรรายใหม่ (ผู้เล่นใหม่) ยังเข้าสู่ตลาดยังน้อย แม้ทิศทางตลาดจะดูดี โดยพบว่ามีสาเหตุจาก “ความเสี่ยงทางเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ” ที่ยังสูง โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านประมาณ 2 – 3 ปีแรก ที่เกษตรกรต้องรับภาระต้นทุนและความเสี่ยงผลผลิต ขณะที่ยังไม่ได้รับราคาพรีเมียมเต็มที่ ส่งผลให้กระแสเงินสดติดลบและไม่จูงใจให้รายใหม่เข้าสู่ตลาด นอกจากนี้ การรับรองและการจัดทำบันทึกข้อมูลเพื่อคงมาตรฐานมีต้นทุนคงที่สูง โดยเฉพาะสำหรับรายย่อย รวมถึงความเสี่ยงด้านการผลิตในการจัดการศัตรูพืช วัชพืช และการฟื้นฟูสุขภาพดิน ตลอดจนข้อจำกัดด้านตลาดที่แม้จะมีอุปสงค์สูง แต่การเข้าถึงช่องทางจำหน่ายที่ให้ราคาพรีเมียมจริงและมีสัญญารับซื้อที่มั่นคงยังไม่ครอบคลุม

เลขาธิการ สศก. กล่าวอีกว่า ดังนั้น เพื่อเร่งเครื่องเกษตรอินทรีย์ไทย สศก. จึงเสนอ “5 คันโยก” เพื่อลดความเสี่ยงผู้เล่นใหม่และเพิ่มความเชื่อมั่นตลาด ดังนี้ 1.ลดความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่าน ด้วยมาตรการสนับสนุนที่ช่วยรักษากระแสเงินสด เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การพักชำระหนี้ หรือกลไกชดเชยในช่วงปรับเปลี่ยนระบบ 2.ตลาดนำการผลิต ส่งเสริมการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Offtake Agreement) เพื่อให้เกษตรกรเห็นราคาปลายทางที่แน่นอนก่อนตัดสินใจลงทุนปรับระบบ 3.การรวมกลุ่มเข้มแข็ง ส่งเสริมการผลิตรูปแบบกลุ่มและใช้ระบบควบคุมภายใน (ICS/PGS) ตามตลาดเป้าหมาย เพื่อลดต้นทุนการรับรองรายย่อยและสร้างวินัยด้านคุณภาพ 4.ยกระดับผลิตภาพ (Productivity) สนับสนุนแพ็กเกจความรู้และบริการด้านดิน ธาตุอาหาร ชีวภัณฑ์ IPM เมล็ดพันธุ์ และการใช้ปฏิทินปลูกที่เหมาะสม และ 5.ระบบ Traceability ที่ตรวจสอบได้จริง เริ่มตั้งแต่ล็อตการผลิต แปลงปลูก วันเก็บเกี่ยว ผู้รวบรวม จนถึงจุดคัดบรรจุ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดแก่ผู้บริโภคและคู่ค้า

นายพีรพันธ์ กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2566 – 2570 ในระยะครึ่งแผนฯ (พ.ศ. 2566 - 2567) พบว่า ภาพรวมมีประสิทธิภาพสูงเกินเป้าหมาย โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่ขยายตัว ก้าวกระโดดจากปี 2565 ที่มีจำนวน 1.4 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 110.80 ของเป้าหมาย 2 ล้านไร่ ด้านระบบการตรวจสอบรับรองมีความเข้มแข็งขึ้น มีหน่วยตรวจสอบรับรองมาตรฐานสากลเพิ่มเป็น 12 แห่ง สูงกว่าเป้าหมาย 2.4 เท่า โดยในปี 2567 มูลค่าการส่งออกเติบโตขึ้นร้อยละ 17.83 คิดเป็นมูลค่า 2,353.84 ล้านบาท นอกจากนี้ ฐานผู้บริโภคในประเทศมีความเชื่อมั่นสูงถึงร้อยละ 88 ซึ่งเป็นสัญญาณบวกในการผลักดันเป้าหมายเกษตรกรอินทรีย์ 250,000 ราย ภายในปี 2570

เลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า ทิศทางในช่วงครึ่งหลังของแผนฯ จะมุ่งเน้นการเปลี่ยน "ศักยภาพการผลิต" ให้เป็น "มูลค่าทางเศรษฐกิจ" อย่างเต็มรูปแบบ ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือ การตลาดเชิงรุก ยกระดับมาตรฐานสู่สากล และการพัฒนาฐานข้อมูลกลาง (Big Data) เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน โดยเน้นย้ำว่า “เกษตรอินทรีย์” จะเติบโตได้เมื่อพรีเมียมเกิดจริงอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อความเสี่ยงของผู้เล่นใหม่ลดลงผ่านการออกแบบมาตรการและระบบตลาดที่เหมาะสม โดยการยกระดับครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่อินทรีย์ แต่คือการสร้างความสามารถแข่งขันของไทยในตลาดคุณภาพที่ต้องการความโปร่งใสและมาตรฐานสูง

ทั้งนี้ นอกจากการลงพื้นที่จังหวัดลำปางแล้ว สศก. ยังมีแผนที่จะลงพื้นที่เพื่อระดมความคิดเห็นในระดับพื้นที่ภาคอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง โดยในครั้งถัดไปมีกำหนดจัดขึ้นในพื้นที่ภาคกลาง ณ จังหวัดราชบุรี ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 เพื่อรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะให้ครบถ้วนทุกภูมิภาค ซึ่งกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร จะนำข้อมูลจากการสัมมนาทั้งหมดไปปรับปรุง (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2571 – 2575 ให้มีความสมบูรณ์ โดยหลังจากนี้ สศก. จะดำเนินการนำร่างแผนดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบและประกาศใช้เป็นแนวทางพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป.


You might be intertested in this news.

Mostview

จิ่งป๋อหราน 4วินาทีกับบทเล็กๆ สู่ท็อปสตาร์ที่แสนเบาสบาย (ชมคลิป)

จิ่งป๋อหราน 4วินาทีกับบทเล็กๆ สู่ท็อปสตาร์ที่แสนเบาสบาย (ชมคลิป)

รีวิวหนัง “นาคี 3” กับปมดราม่า ฉากหวิว แต้ว ณฐพร

ยังไม่ทันฉายอย่างเป็นทางการ ก็ดราม่า เสียแล้ว เมื่อ หนังไทยฟอร์มยักษ์ นาคี 3 ครุฑา นาคี THE CURSED WAR เมื่อนางเอกของเรื่องอย่าง...

สถานเอกอัคราชทูตสหรัฐฯ จัดงาน American Fair ปิดท้าย กทม. 23-25 ต.ค.นี้

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จัดงาน American Fair ปิดท้ายที่กรุงเทพฯ เพื่อฉลองครบรอบ 250 ปีสหรัฐอเมริกา 23–25 ตุลาคม 2569 ที่ ณ พาร์ค พารากอน และ SCBX Next Tech พบกิจกรรมสนุกๆ และสินค้ามากมาย

เปิดงาน CP Innovation Exposition 2026 จัดใหญ่โชว์ 90 นวัตกรรมเพื่ออนาคต

เครือซีพีจัดงาน CP Innovation Exposition 2026 โชว์กว่า 90 นวัตกรรมในรูปแบบ Future Fest มอบรางวัล 29 Chairman Awards เชิดชูผลงานนวัตกรเครือฯ โดยมี 70 สปีกเกอร์ทั้งไทยและต่างชาติร่วมบรรยาย รวมทั้งการลงนาม MOU กับกระทรวง อว.เชื่อมคนเก่ง งานวิจัยกับอุตสาหกรรม

ตามรวบไอ้ฟรุ๊คหนุ่ม 18 พาพวกชำเราเด็ก 14 หนีกบดานแต่ไม่รอด

ตร. ตามรวบหนุ่ม 18 หนีกบดานบ้านโป่ง หลังร่วมกับพวกบุกชำเรา-พยายามทำซ้ำเด็กหญิง 14 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนอดีตแฟน ถึงห้องพัก ...

TrustNEws Line