รู้จัก ‘โทน บางแค” จาก เด็กสลัมสู่เซียนพระ กับมรสุมคดีฉ้อโกงพันล้าน
by Trust News, 7 พฤษภาคม 2569
ที่มาภาพ : โทน บางแค FC.
เป็นอีก 1 มหากาพย์คดีอาชญากรรม ในขณะนี้ สำหรับคดี “โทน บางแค” หรือ นายโทนทอง สุขแก่น ซียนพระระดับแถวหน้าของเมืองไทย แต่เวลานี้กำลังเผชิญคดีใหญ่ ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวความขัดแย้งหนี้สินส่วนตัว แต่กลับถูกโยงว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับ “ขบวนการเซียนกระดาษ"
สำหรับคดีนี้ กำลังมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เนื่องจากมีผู้เกี่ยวข้องในหลายวงการ ทั้งไฮโซ วงการพระ หรือแม้แต่ คนสีกากี ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
อย่างไรก็ตาม แม้ในวงการ “พระ” จะรู้จักเขาดี แต่สำหรับสังคมไทย อาจจะยังไม่ค่อยคุ้นชื่อ วันนี้ สำนักข่าวทรัสต์นิวส์ จึงขอเอาประวัติ และคำสัมภาษณ์ที่เขาเคยพูดถึงตัวเอง ในช่อง “โทน บางแค FC” เพื่อให้รู้จักเขามากขึ้น..
กำเนิดใต้ต้นมะขามและความทรงจำในสลัม
โทน บางแค เล่าจุดเริ่มต้นของตัวเองว่า เขาเกิดที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ณ บ้านพุขาม พุเตย โดยสถานที่เกิดไม่ใช่โรงพยาบาลแต่เป็น "ใต้ต้นมะขาม" ซึ่งต้นมะขามต้นนั้นยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน และทุกครั้งที่เขากลับบ้านเกิด เขาจะไปนำดินจากโคนต้นมะขามนั้นมาโรยศีรษะเพื่อความเป็นสิริมงคลเสมอ
เมื่อเริ่มเดินได้ คุณย่าซึ่งเป็นคนอยุธยาได้มารับตัวเขาไปเลี้ยงดูที่ย่านบางมด กรุงเทพฯ ชีวิตในวัยเด็กของเขาผูกพันอยู่กับ "ชุมชนสลัม" ที่มีสภาพแวดล้อมปนเปไปด้วยคนหลายรูปแบบ ทั้งคนดี คนเสพยา และอบายมุข ครอบครัวของเขาประกอบอาชีพขายข้าวแกง แม้คุณย่าจะทำอาหารอร่อยและขายดีมาก แต่เนื่องจากคุณย่าชอบเล่นการพนัน ทำให้ฐานะการเงินของบ้านไม่มั่นคง ในช่วงที่ย่าเล่นเสียจนหมดตัว โทนในวัยเด็กถึงขั้นต้องไป "รื้อกองผักที่เขากวาดทิ้งในตลาด" เพื่อนำมาคัดส่วนที่ยังดีมาทำต้มจับฉ่ายกินประทังชีวิต
ชีวิตวัยเด็กของเขาคือการทำงานหนัก เขาต้องตื่นตั้งแต่ 2:00 น. เพื่อนั่งรถสามล้อไปจ่ายตลาดและแบกของกลับมาช่วยย่าทำกับข้าว เมื่อกลับถึงบ้านในเวลาประมาณ 4:00 น. เขาต้องรีบ "ปอกไข่พะโล้" จนบางครั้งเหนื่อยจนหลับคาตะกร้าไข่ ก่อนจะรีบอาบน้ำไปโรงเรียนทุกวัน
ความเหนื่อยยากและการเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับเพื่อนคนอื่น ทำให้เขาเริ่มดื้อรั้นและเคยหนีออกจากบ้านไปอาศัยอยู่บ้านเพื่อนเป็นเดือน จนกระทั่งคุณย่าเข้าใจว่าเขาถูกผีเข้า จึงพาไปบวชเป็นเณรเพื่อสะเดาะเคราะห์ เขาบวชเรียนอยู่ที่วัดหลายแห่ง จนกระทั่งมาจบที่ "วัดเรา" ย่านบางมด
ในระหว่างที่เป็นเณร โทนเริ่มซึมซับเรื่องราวของพระเครื่องจากการแอบดูผู้ใหญ่ส่องพระ และเริ่มนำพระที่บ้านไปลองขาย จนกระทั่งวันหนึ่งเขาต้องการจะสึก แต่หลวงพ่อผูก (เจ้าอาวาสในขณะนั้น) ไม่ยอมสึกให้ เขาจึงตัดสินใจทำเรื่องที่แปลกประหลาดคือ "สึกกับต้นมะขาม" โดยนำตำราขุนแผนมาใช้ ตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้าต้นมะขามแล้วถอดจีวรใส่กางเกงเอง เมื่อเขากลับไปหาหลวงพ่อในสภาพฆราวาส หลวงพ่อถึงกับคว้า "หางกระเบน" จะไล่ตีด้วยความโมโหที่เขาสึกเองโดยพละการ
เส้นทางเซียนพระและการก้าวสู่จุดสูงสุด
โทน เล่าว่า หลังจากสึกออกมา โทนเริ่มเข้าสู่วงการพระเครื่องอย่างจริงจัง เขาทำทุกอย่างตั้งแต่รับจ้างขายหอยตามตลาดนัด เป็นกรรมกรก่อสร้าง ไปจนถึงเป็นลูกศิษย์วัด แต่สิ่งที่เขาทำสม่ำเสมอคือการนำเงินค่าจ้างที่ได้มาไป "ซื้อหนังสือพระเครื่อง" จนเต็มบ้าน
เขาฝึกฝนตัวเองด้วยหลักการที่ว่า "พระแท้คือครูที่ดีที่สุด" เขาจะยอมเจียดเงินซื้อพระแท้มาไว้ในมือเพื่อศึกษาธรรมชาติของเนื้อหาและพิมพ์ทรง มากกว่าการฟังคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียว เขาเริ่มมีชื่อเสียงจากการเป็นเซียนพระที่ดูขาดและมีไหวพริบ จนสามารถทำกำไรจากการเช่าพระหลักแสนไปขายได้หลักเกือบหนึ่งล้านบาท เช่น กรณีหลวงพ่อไป่ วัดกำแพง
ก่อนจะโด่งดังในรายการแฟนพันธุ์แท้ปี 2008 โทน บางแค ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเชิงธุรกิจ เขามีเงินในบัญชี เกือบ 10 ล้านบาท และขับรถ Mercedes-Benz C220 ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งมากสำหรับเด็กสลัมคนหนึ่ง
มรสุมการพนันและการล้มละลาย 30 ล้าน
โทนบอกว่า เมื่อชื่อเสียงและเงินทองหลั่งไหลเข้ามา ในวัยหนุ่มกลับตกหลุมพรางของ "การพนันฟุตบอล" เขาเล่าว่าช่วงนั้นเขามีอีโก้สูงและบริหารเงินไม่เป็น เขาเริ่มแทงบอลคู่ละเป็นล้านบาท และเคยเสียพนันสูงสุดถึง วันละ 3 ล้านบาท
ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี วงจรการพนันทำให้เขาสูญเสียทุกอย่าง ทั้งเงินเก็บ รถยนต์ และทรัพย์สิน จนกลายเป็น หนี้สินรวมกว่า 30 ล้านบาท ในจุดที่มืดบอดที่สุด เขาเคยคิดสั้นจะจบชีวิตตัวเองเพราะมองไม่เห็นทางออก แต่ในที่สุดเขาก็ได้สติจากการพิจารณาชีวิตของคนที่ลำบากกว่า เช่น คนพิการ หรือหมาขี้เรื้อนที่ยังดิ้นรนอยู่ได้ เขาจึงบอกกับตัวเองว่า "มึงกระจอกไปเปล่าไอ้โทน" แล้วตัดสินใจฮึดสู้อีกครั้ง
เขาเริ่มนับหนึ่งใหม่ด้วยการนำพระเครื่องที่เหลืออยู่เพียงน้อยชิ้นไปตั้งแผงขายตามนัดพระเครื่องต่าง ๆ ในช่วงนี้เขาได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่ในวงการ เช่น ป๋าพยัพ คำพันธุ์, ป๋าต้อย เมืองนนท์ และพี่ป๋อง สุพรรณ ที่ให้โอกาสเขาได้เปิดร้านและสร้างตัวใหม่ รวมถึงความช่วยเหลือจากพี่อ้อย เมืองนนท์ ที่เคยให้ยืมทองคำแท่งหนัก 100 บาทเพื่อเป็นทุนสำรองในยามวิกฤต
มหากาพย์ "7 เซียนพระ” และการเชื่อมโยงคดีฉ้อโกง กับ “โทน บางแค”
ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2568 วงการพระเครื่องเริ่มมีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับ "กลุ่มเซียนพระ" ประมาณ 7 ราย ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมมูลค่ามหาศาลกับนักสะสมพระเครื่องรายใหญ่ที่สื่อเรียกว่า "ไฮโซเก่ง" หรือ น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ ก่อนที่การสืบสวนต่อมาจะพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเป็น 9 คน รวมถึงนายโทน บางแค
ข้อมูลจากการแถลงของฝ่ายผู้เสียหายและตำรวจสอบสวนกลาง ระบุว่ากลุ่มเซียนพระใช้วิธีการหลอกลวงให้ผู้เสียหายร่วมลงทุนในพระเครื่องราคาแพง โดยมีพฤติกรรม "เวียนขายพระ" หรือที่เรียกว่า "เซียนกระดาษ" คือการทำทีขอเช่าพระเครื่องโดยใช้เช็คค้ำประกันแต่ขอนำพระไปก่อน จากนั้นจะมีอีกกลุ่มมาขอเช่าในราคาสูงกว่าพร้อมทะเลาะกันจนทำให้เหยื่อต้องไปไถ่พระคืนจากโรงรับจำนำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลักษณะ "ซื้อของด้วยกระดาษเปล่า" สุดท้ายเมื่อวงจรหมุนไม่ทัน หนี้สินจึงพอกพูนจากหลักร้อยล้านกลายเป็นระดับ 2,000 ล้านบาท และอาจสูงถึง 5,000 ล้านบาท หากรวมผู้เสียหายรายอื่น
1 พฤษภาคม 2569: การร้องเรียนครั้งแรก
โทน บางแค เดินทางไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยื่นหนังสือร้องเรียนถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอความเป็นธรรม โดยระบุว่าถูกนายตำรวจระดับสูงใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ
5 พฤษภาคม 2569: เปิดหน้าท้าชน แจ้งความ พ.ร.บ.ทวงถามหนี้
เวลาประมาณ 09.30 น. โทน บางแค พร้อมทนายความ เข้าแจ้งความที่ สน.พหลโยธิน เพื่อดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ในข้อหา "เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทวงถามหนี้หรือสนับสนุนการทวงถามหนี้ซึ่งมิใช่ของตน" ตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 และข้อหาข่มขู่กรรโชก รับจ้างทวงหนี้ โดยระบุว่า "คนเป็นตำรวจทวงหนี้ให้เอกชนได้ด้วยหรือ?" หลังสอบปากคำนานกว่า 3 ชั่วโมง จึงออกมาให้สัมภาษณ์สื่อในเวลา 12.50 น.
ในบ่ายวันเดียวกัน โทนเดินทางไป สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อขอให้ตรวจสอบว่าบุคคลที่อ้างว่าเป็น "อัยการ" ในวันไกล่เกลี่ยนั้นเป็นเจ้าหน้าที่จริงหรือไม่
บ่ายวันเดียวกัน บิ๊กเต่าแถลงโต้และเปิดโปง "ขบวนการ 9 เซียน"
เวลา 15.00 น. บิ๊กเต่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก แถลงข่าวใหญ่อย่างดุเดือด ณ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ยืนยันว่า "ไม่ได้รังแกใคร" พร้อมเปิดเผยว่าขณะนี้มีการแจ้งข้อกล่าวหา "ร่วมกันฉ้อโกง" กับเซียนพระไปแล้ว 3 ราย (รวมถึงโทน บางแค) จากผู้ต้องหาทั้งหมด 9 ราย พร้อมเตรียมพิจารณาฟ้องกลับโทนในข้อหาทำให้เสียชื่อเสียงด้วย
ในปัจจุบัน คดีนี้แบ่งออกเป็น 2 ทางคู่ขนาน
คดีอาญา (ร่วมกันฉ้อโกง): ซึ่งกลุ่มเซียนพระ 9 ราย ตกเป็นผู้ต้องหา จากการร้องเรียนของไฮโซเก่งและพวก โดยมีการแจ้งข้อหาไปแล้ว 3 ราย รวมถึงโทน บางแค
คดีตาม พ.ร.บ.ทวงถามหนี้: ที่โทน บางแค ฟ้องบิ๊กเต่า ซึ่งอยู่ในขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนต่อไป เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการระดับสูง
You might be intertested in this news.
Mostview
ย้อนตำนาน ‘เฉินกวานซี’ คลังภาพฉาว พิฆาตดารา
ตำนาน เฉินกวานซี คลังภาพฉาว พิฆาตดารา และเส้นทางรัก ท่ามกลางขวากหนาม ของ “เซียะถิงฟง” และ "จางป๋อจือ" ที่จบลงด้วยใบหย่า...
รีวิวหนัง ‘เห้งเจียแจ๊ส’ ฮาไหลลื่น แต่ตือโป๊ยก่าย “โหน่ง” เด่นกว่า
“เห้งเจียแจ๊ส” หนังไซอิ๋ว แบบ ไทยๆ ที่เนื้อเรื่องหลัก จะกลายเป็นชีวิตครอบครัวของ “ตือโป๊ยก่าย” มากกว่า โดยผสมผสาน ทั้งการต่อสู้ อภินิหาร การใช้ชีวิตครอบครัว
รีวิว “ข้างบ้าน” หนังที่โคตรน่ากลัว ทั้งบรรยากาศ-ฉาก jump scare
กลายเป็นหนังขึ้นอันดับ 1 ของ NETFLIX ในเวลานี้ สำหรับภาพยนตร์สุดหลอนเรื่อง “ข้างบ้าน” ซึ่งนำพลอตมาจากเรื่องเล่ามาจาก “The Ghost Radio” ...
บยอน อู ซอก ล้มเหลว100 Audition สู่ความสำเร็จ เมื่อก้าวผ่านความกลัว (ชมคลิป)
บยอน อู ซอก ล้มเหลว100 Audition สู่ความสำเร็จ เมื่อก้าวผ่านความกลัว (ชมคลิป)
ททท. PEA และ โลตัส เปิดแคมเปญ “Amazing Green Journey” หนุนท่องเที่ยวสีเขียว
ททท. จับมือ กฟภ. และโลตัส เปิดตัวแคมเปญใหญ่ “Amazing Green Journey เที่ยวไทยสายกรีน แลกพอยท์ฟิน กินเที่ยวฟรี” ยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่คุณภาพและความยั่งยืน โดยนักท่องเที่ยวสามารถ สะสม Green Points แลกรับสิทธิประโยชน์เพียบ เริ่ม 1 พ.ค.2569 นี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง