วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 16, 2569

เมื่อพ่ายแพ้ต้องยืนหยัดสู้ต่อ วิถีการพัฒนาฉบับพญามังกร

by Trust News, 16 กุมภาพันธ์ 2569

เมื่อพ่ายแพ้ต้องยืนหยัดสู้ต่อ วิถีการพัฒนาฉบับพญามังกร

รู้หรือไม่ครับว่า การเร่งพัฒนากองทัพเรือและกองทัพจรวดของประเทศจีนจนน่าเกรงขามในปัจจุบัน นั้น มีจุดเริ่มต้นมาจาก “ความอับอาย” ต่อ อำนาจทางการทหารที่เหนือกว่า ของ กองทัพสหรัฐฯ ซึ่งในอดีตเคยสามารถ “ท้าทาย” พญามังกร ด้วยการส่ง “กองเรือบรรทุกเครื่องบิน” แล่นเข้ามาเฉียดใกล้ “แผ่นดิน” ที่ “ปักกิ่ง” ยืนยันหนักแน่นมาโดยตลอดว่า เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประเทศจีน และจะต้องกลับคืนสู่อ้อมอกของแผ่นดินแม่ให้ได้ในสักวันหนึ่ง โดยที่ฝ่าย “ปักกิ่ง” ไม่สามารถทำอะไรตอบโต้ต่อ กองเรือบรรทุกเครื่องบินอันทรงพลังนี้ ได้เลยแม้แต่น้อย

แล้วเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1996 ถูกฝ่ายตะวันตกเรียกว่าเหตุการณ์ “The Third Taiwan Crisis” นั้น มีลำดับเรื่องราวเป็นมาอย่างไร และผลลัพท์จากความอับอายที่ว่านี้ ทำให้ กองทัพจีนพัฒนาแบบก้าวกระโดด รวมถึง พัฒนากลยุทธ์ในการรับมือจากภัยคุกคามที่เรียกว่า “กองเรือบรรทุกเครื่องบิน” ไปได้มากน้อยแค่ไหนแล้ว?

วันนี้ “เรา” ลองไปย้อนดู “การเรียนรู้จากบทเรียนความพ่ายแพ้ เพื่อพัฒนาไปสู่ความแข็งแกร่งในวันข้างหน้านี้ด้วยกัน”

การเผชิญหน้าครั้งแรก :

27 ตุลาคม ปี 1994 เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส คิตตี ฮอว์ก (USS Kitty Hawk) ของกองทัพเรือสหรัฐ ซึ่งกำลังปฏิบัติการร่วมกับกลุ่มเรือรบ ในบริเวณทะเลเหลือง ซึ่งอยู่ระหว่างประเทศจีนและคาบสมุทรเกาหลี ได้ตรวจพบการติดต่อใต้ผิวน้ำ จึงส่งเครื่องบินทำการติดตามเป้าหมาย จนกระทั่งทราบว่า นั่นคือเรือดำน้ำโจมตี พลังงานนิวเคลียร์ (SSN) ชั้น "ฮั่น" (Han-class) ของ กองทัพจีน

จากนั้น กองเรือ ยูเอสเอส คิตตี ฮอว์ก (USS Kitty Hawk) ได้เริ่มปฏิบัติการ “เล่นเกมวัดใจ” (Game of Chicken) หรือ การเก็บข้อมูลด้านข่าวกรองและทดสอบความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าตรวจตราในระยะประชิด การสะกดรอยตาม หรือ แม้กระทั่งการก่อกวนเพื่อบีบให้อีกฝ่าย ยอมเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับ กองเรือสหรัฐ และ อดีตสหภาพโซเวียต ในยุคสงครามเย็น

อย่างไรก็ดีในเวลาต่อมา ฝ่ายจีน ได้ส่งเครื่องบินขับไล่ บินผ่านเหนือหัวกองเรือยูเอสเอส คิตตี ฮอว์ก เพื่อคุ้มกันเรือดำน้ำลำดังกล่าวของฝ่ายตัวเอง พร้อมขู่จะเปิดฉากโจมตีด้วย หากแต่ในอีกหนึ่งวัดถัดมา ฝ่ายปักกิ่งได้แจ้งกับฝ่ายสหรัฐฯ ว่า เรือดำน้ำลำดังกล่าว ไม่ได้มีเจตนาสะกดรอยตามเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส คิตตี ฮอว์ก และกำลังอยู่ในระหว่างเดินทางกลับฐานทัพเรือที่ชิงเต่าเท่านั้น ทุกอย่างจึงคลี่คลาย กองเรือยูเอสเอส คิตตี ฮอว์ก จึงถอนตัวออกจากพื้นที่

การยั่วยุของไต้หวัน :

ปี 1995 ประธานาธิบดี หลีเติงฮุย ของ ไต้หวัน ได้พยายามแสดงบทบาท “ยั่วยุและท้าทาย” นโยบาย “One-China Policy” ของ รัฐบาลจีนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวย้ำซ้ำๆเรื่องแนวคิด “Republic of China on Taiwan” เพื่อนำพาไต้หวันไปสู่เอกราช

และไม่เพียงเท่านั้น ประธานาธิบดี หลีเติงฮุย ยังได้ตอบรับคำเชิญไปร่วมงานเลี้ยงรุ่น และกล่าวสุนทรพจน์เรื่องการสร้างความเป็นประชาธิปไตย ที่ มหาวิทยาลัยคอร์เนล ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันเก่าของตัวเอง ซึ่งแม้ในเบื้องต้นจะอ้างว่าเป็นการเดินทางแบบส่วนตัวเท่านั้น แต่ฝ่ายปักกิ่ง มองการกระทำนี้ว่า เป็นความพยายามแสวงหาแรงสนับสนุนสำหรับการประกาศเป็นเอกราชของไต้หวัน พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐ “ปฏิเสธการออกวีซ่า” ให้กับ “หลีเติงฮุย” ด้วย

อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งแม้แสดงท่าทีลังเลในตอนแรก เนื่องจาก “หลีเติงฮุย” เคยถูกปฏิเสธการออกวีซ่า เพื่อมาร่วมงานดังกล่าวมาแล้วในปีก่อนหน้า ได้ถูกสภาคองเกรสกดดัน ด้วยการลงมติเป็นเอกฉันท์สนับสนุนผู้นำไต้หวัน จนเป็นเหตุให้ทำเนียบขาว ต้องยอมรับการออกวีซ่าร้อนนี้ในที่สุด

และการตัดสินใจดังกล่าวนี้เอง ทำให้ “ปักกิ่ง” แสดงท่าทีผิดหวังต่อรัฐบาลสหรัฐฯเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังแสดงท่าที เตือนการตัดสินใจดังกล่าวอย่างแข็งกร้าว ผ่านสำนักข่าวซินหัว โดยระบุว่า “ประเด็นไต้หวันนั้นระเบิดได้ง่ายเหมือนกับถังดินปืน ฉะนั้นมันจึงอันตรายอย่างยิ่งที่จะทำให้มันร้อนขึ้นมา ไม่ว่าความร้อนนั้นจะมาจากสหรัฐฯ หรือ หลีเติงฮุย ก็ตาม”

การตอบโต้ของพญามังกร :

หลังรัฐบาลสหรัฐ อนุมัติวีซ่าให้กับ ประธานาธิบดีหลีเติงฮุย ปักกิ่ง ได้ประกาศซ้อมรบด้วยกระสุนจริง และการทดสอบขีปนาวุธนำวิถีหลายระลอก เฉียดพื้นที่จุดยุทธศาสตร์สำคัญๆของไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเดินเรือพาณิชย์หลัก รวมถึง ไทเป และ เกาสง ซึ่งถือเป็นเมืองท่าสำคัญในการขับเคลื่อนการส่งออก

พร้อมกับเคลื่อนย้ายกำลังพลมากกว่า 1 แสนนาย และเครื่องบินรบประสิทธิภาพสูง มาประจำการห่างจากไต้หวันเพียง 400 กิโลเมตรทันที พร้อมกันนี้ ยังพบว่ามี เรือประมงของชาวจีนมากกว่า 100 ลำ ลอยลำเข้าไปใกล้น่านน้ำ รอบๆ เกาะไต้หวันอีกด้วย

ขณะเดียวกัน “ปักกิ่ง” ยังมีการ “ปล่อยข่าว” เรื่องการเตรียมแผนโจมตีด้วยขีปนาวุธต่อไต้หวัน ซึ่งจะเป็นการ ยิงขีปนาวุธวันละ 1 ลูก เป็นระยะเวลา 30 วันติดต่อกัน เพื่อแสดงอาการ “ข่มขู่อย่างแข็งกร้าว” ต่อ ไต้หวัน อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดี หลีเติงฮุย กลับไม่ได้หวาดหวั่นต่อการคุกคามของฝ่ายปักกิ่ง แต่อย่างใด หนำซ้ำยังมีการยั่วยุเพิ่มเติม ด้วยการทดสอบยิงขีปนาวุธและการซ้อมรบทางการทหาร เพื่อเป็นการตอบโต้เช่นกัน

การแทรกแซงของสหรัฐฯ :

แม้ “วอชิงตัน” จะยอมรับต่อนโยบาย “One-China Policy” อย่างเป็นทางการมาตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ที่ใช้การทูตปิงปอง จนนำไปสู่การรื้อฟื้นความสัมพันธ์ได้สำเร็จ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เพื่อเป็นการ “รักษาหน้า” ให้กับพันธมิตรอันเก่าแก่ จึงได้มีจัดทำ กฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน (Taiwan Relations Act) ซึ่งไม่ต่างอะไรกับเป็น “การสร้างหลักประกันความมั่นคง” ให้กับ ไต้หวัน ต่อการใช้กำลังเข้าคุกคามของฝ่ายปักกิ่ง อย่างไรก็ดีแม้ “กฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน” จะมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 1979 แต่ก็ยังไม่เคยปรากฏว่า ทำเนียบขาว เคยส่งกำลังทหารเข้าไปแทรกแซงกรณีพิพาทระหว่าง “ปักกิ่งและไทเป” มาก่อนแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี แม้แคมเปญแสดงความแข็งกร้าวของปักกิ่ง จะทำให้ “หลีเติงฮุย” ได้รับเสียงสนับสนุนลดน้อยลง แต่ก็ยังคงชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีได้ต่ออีกสมัยอยู่ดี และนั่นเอง จึงเป็น “สัญญาณอันตราย” ที่สหรัฐจำเป็นต้องเข้าแทรกแซงในที่สุด

อำนาจกองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ :

19 ธันวาคม 1995 สหรัฐฯ ได้ส่งเรือลาดตระเวน ยูเอสเอส บังเคิลฮิลล์ (USS Bunker Hill) ติดระบบป้องกันขีปนาวุธเอจิส (Aegis) อันทันสมัย เข้าประจำนอกจากฝั่งทางตอนใต้ของไต้หวัน จากนั้น ได้มีคำสั่งให้ กองเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อินดิเพนเดนซ์ (USS Independence) และเรือคุ้มกันอีก 3 ลำ จากฐานทัพในประเทศญี่ปุ่น ไปเข้าประจำตำแหน่งทางด้านตะวันออกของเกาะไต้หวัน

รวมถึง ยังมีคำสั่งให้ เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส นิมิตซ์ (USS Nimitz) และกองเรือคุ้มกันอีก 7 ลำ รวมถึง เรือดำน้ำโจมตีนิวเคลียร์ยูเอสเอส พอร์ตสมัธ (USS Portsmouth) อีก 1 ลำ เดินทางจากอ่าวเปอร์เซีย มุ่งหน้าไปสมทบที่ ไต้หวัน เพิ่มเติมอีกด้วย เพื่อเป็นการแสดงกำลัง “เบ่งกล้าม” ให้ “จีน” ได้เห็นอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นครั้งแรก ที่มีเรือรบอเมริกัน เข้ามาลาดตระเวนใกล้พื้นที่พิพาท นับตั้งแต่ปี 1976 เป็นต้นมา!

ซึ่งแรงกดดันจากอำนาจ “กองเรือบรรทุกเครื่องบิน” ดังกล่าว เป็นเหตุให้ นายกรัฐมนตรีหลี่ เผิง ของจีนในเวลานั้น ต้องออกแถลงการณ์เตือนว่า สหรัฐไม่ควรส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินเข้ามายังช่องแคบไต้หวัน แต่คำร้องขอนี้ กลับถูก นายวิลเลียม เพอร์รี รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ แสดงท่าทีแข็งกร้าวสำทับใส่ว่า “มหาอำนาจทางการทหารที่แข็งแกร่งที่สุดในแปซิฟิกตะวันตก คือ สหรัฐอเมริกา”

อย่างไรก็ดี จากนั้นเป็นต้นมา “อุณหภูมิความร้อนแรงระหว่างจีนและไต้หวัน” ก็ค่อยๆ ลดลงตามลำดับผ่านวิถีทางทางการทูต จนกระทั่งนำไปสู่การเดินทางเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการ ของ ประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน และการเดินทางเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการของ ประธานาธิบดีบิล คลินตัน ในเวลาต่อมา

เพราะอะไรจีนจึงต้องถอย :

มีบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจจากฝ่ายตะวันตก ถึงปัจจัยที่ทำให้ “พญามังกร” จำต้องตัดสินใจ “ยอมถอย” ให้กับพลังอำนาจที่เหนือกว่าของกองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ในเวลานั้นเอาไว้ว่า ในปี 1996 กองทัพสหรัฐเพิ่งผ่านการทำให้โลกต้องตกตะลึงจากการแสดงศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีการทหารที่ล้ำหน้าเกินกว่ากองทัพใดๆ ในโลก ในสงครามอ่าวเปอร์เซีย ครั้งแรกเมื่อปี 1991 มาได้ไม่นาน นั่นจึงทำให้ “จีน” รู้ดีว่า ตัวเองยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับ “กองทัพสหรัฐ”

เนื่องจาก กองทัพจีน ยังขาดแคลนทั้งกองเรือน้ำลึกและกำลังทางอากาศ ในแง่ของทั้งจำนวนและศักยภาพสำหรับต่อกรกับเรือรบและเครื่องบินรบอันล้ำสมัยของกองทัพสหรัฐ และที่สำคัญมากไปกว่านั้น คือ เทคโนโลยีขีปนาวุธนำวิถีที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด สำหรับท้าทายกองเรือบรรทุกเครื่องบิน ของทางฝ่ายจีนในเวลานั้น ยังห่างจากไกลจากกองทัพสหรัฐฯ อย่างชนิดไม่เห็นฝุ่นด้วย!

และไม่เพียงในแง่ความพร้อมของกองทัพ ในด้านเศรษฐกิจ เวลานั้น จีน ยังอยู่ในช่วงเริ่มตั้งไข่ด้านการปฏิรูปเศรษฐกิจให้มีความทันสมัย ซึ่งต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐ ดังนั้น หากเลือกใช้แนวทางสายเหยี่ยวเข้าตอบโต้ อาจส่งผลเสียต่อเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศได้

เรียนรู้จากความพ่ายแพ้ :

“ปักกิ่ง” เริ่มเดินหน้าปฏิรูปกองทัพครั้งใหญ่ จากความขมขื่นที่ถูก “ท้าทาย” โดยการส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินมาข่มขู่ถึงหน้าบ้านตัวเองทันที ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อทั้งเครื่องบินรบ เรือดำน้ำ และ เรือบรรทุกเครื่องบินเก่า จากอดีตสหภาพโซเวียต มาทำการศึกษาและปรับปรุงเพื่อสร้างเครื่องบินรบยุคใหม่ และเรือบรรทุกเครื่องบินของตัวเองได้สำเร็จในที่สุด

นอกจากนี้ จีนยังได้แสดงความมุ่งมั่นในเรื่องการพัฒนาขีปนาวุธ โดยเปลี่ยน กองกำลังปืนใหญ่ที่ 2 (Second Artillery Force) ไปเป็น กองกำลังจรวดแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (The People’s Liberation Army Rocket Force) เพื่อสร้างจรวดพิสัยไกลและขีปนาวุธนำวิถี ซึ่งมีขีดความสามารถในการจมเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ ที่มีชื่อว่า DF-21D ซึ่งเป็นขีปนาวุธที่มีความเร็วระดับมากกว่า 10 มัค ขึ้นไป ได้สำเร็จ

โดยปัจจุบันจีนกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา DF-21D สู่ DF-26 ซึ่งเพิ่มพิสัยการยิงเป็น 4,000 กิโลเมตร และ DF-17 ซึ่งเป็นขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิค ที่บินแบบร่อนในชั้นบรรยากาศต่ำ เพื่อหลบหลีกการตรวจจับของเรดาห์ และยากต่อการยิงสกัดกั้น

เป็นผลให้ ณ ปัจจุบัน ฝ่ายตะวันตกมีการประเมินว่า กองทัพจีนมีขีดความสามารถเพียงพอที่จะบีบให้ กองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐ ต้องปฏิบัติการในระยะห่างออกไปจากไต้หวันในระยะทาง 1,287 - 1,448 กิโลเมตร เป็นอย่างน้อย เพื่อลดภัยคุกคามจากขีปนาวุธของฝ่ายจีน

OUTFIELDMAN สำนักข่าวทรัสต์นิวส์ 

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม :

14 เดือน 5 ความผิดพลาด ที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ปลด รูเบน อโมริม

จดจำไว้ ข้าชื่อ จ่าเริง วีรบุรุษผู้ปกป้องผืนแผ่นดินเนิน 350 (ชมคลิป)

โดรน อาวุธเปลี่ยนเกมสงคราม? ขีดความสามารถและข้อจำกัด (ชมคลิป)

ถอดรหัส ข้าคือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จริงหรือ? ต้องได้เป็นตัวจริงเท่านั้น (ชมคลิป)

ทำไมทีมไหนๆจึงเลือกใช้ บอล Direct โจมตี ลิเวอร์พูล (ชมคลิป)


You might be intertested in this news.

Mostview

รีวิว Unfamiliar สายลับซ่อนเร้น ซีรีส์ 6 ตอนที่มันส์...ค้าง

รีวิว Unfamiliar สายลับซ่อนเร้น ซีรีส์เรื่องใหม่ของ ทางเน็ตฟริค ซึ่งเป็นออริจินัล ซีรีส์ จากเยอรมัน ที่มีทั้งหมด 6 ตอน...

รีวิวหนัง Wuthering Heights รัก ราคะ ทรยศ และกำแพงชนชั้น

WUTHERING HEIGHTS ไม่ใช่แนวหนังรักโรแมนติก แต่เป็นหนังรักปนเศร้า ซึ่งหนังดัดแปลงจากนิยายที่เขียนบทออกมาดีตีความรู้สึก “คลั่งรัก” ...

ตร.รวบ Tokyogurl-หนุ่มร่างทรง ผิด พ.ร.บ.คอมฯ ปมโกงการแข่งอีสปอร์ตซีเกมส์ 2025

ตำรวจสอบสวนกลาง เปิดปฏิบัติการ “Ghost Buster ปราบร่างทรงซีเกมส์” ลงพื้นที่ นนทบุรีและนครพนม จับกุม Tokyogurl และ Cheerio ในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณี Tokyogurl โกงการแข่งขัน RoV ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2025 ตามที่สมาคมอีสปอร์ตฯ แจ้งความ

29 ปีในโลกสองใบ ความเจ็บปวดของ "ปู กนกวรรณ"

29 ปีในโลกสองใบ ความเจ็บปวดของ "ปู กนกวรรณ" กับวลีที่จุกอก "ที่ผ่านมาต้องขอโทษด้วยนะ ไม่โกรธกันแล้วเนอะ แก่ๆ กันแล้ว"...

"โรคหัวใจแต่กำเนิด" กับทีมแพทย์รามาฯ ที่ช่วยผู้ป่วยทุกช่วงวัย

เมื่อโรคหัวใจแต่กำเนิดคือบทเพลงยาวของชีวิต และรามาธิบดีคือวงออร์เคสตราที่บรรเลงตลอดชีวิตเพื่อผู้ป่วยทุกช่วงวัย....

TrustNEws Line