วันเสาร์, มกราคม 17, 2569

14 เดือน 5 ความผิดพลาด ที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ปลด รูเบน อโมริม

by Trust News, 16 มกราคม 2569

14 เดือน 5 ความผิดพลาด ที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ปลด รูเบน อโมริม

เพียง 14 เดือน กับทำงานภายใต้แรงกดดัน อย่างชนิดที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนในฟุตบอลลีกโปรตุเกส ก็ได้ทำให้ กุนซือหนุ่ม ที่ครั้งหนึ่งเคยเนื้อหอมที่สุดในยุโรป กลายเป็นคนตกงานในบัดดล แล้วอะไร คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ต้องประกาศแยกทางกับอดีตกุนซืออย่าง “รูเบน อโมริม” กันนะ?

วันนี้ “เรา” ลองไปร่วมกัน รับฟังบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกาศ “เริ่มต้นนับหนึ่ง กันใหม่อีกครั้ง ที่ “โอลด์แทรฟฟอร์ด” กันดีกว่า

1. จุดเริ่มต้น ตัดสินใจไม่เด็ดขาด กรณี เอริค เทนฮาก :

ท่ามกลางความงุนงง ของ เหล่า “เร้ด อาร์มี่” ว่า ในเมื่อตัดสินใจให้ “เอริก เทน ฮาก” ได้ทำงานต่อ แม้ผลงานจะไม่เป็นที่น่าประทับใจ แถมยังประกาศสนับสนุนเต็มตัว ด้วยการอนุมัติงบช็อปปิ้งนักเตะมากมายถึง 200 ล้านปอนด์ ในช่วงตลาดนักเตะฤดูร้อนก่อนฤดูกาล 2024/25 จะเริ่มต้น

แต่แล้วจู่ๆ “เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์” และ กลุ่ม INEOS ก็ได้ประกาศปลดกุนซือหนุ่มฮอลแลนด์ ออกจากตำแหน่งในเดือนตุลาคม ปี 2024 โดยไม่แคร์ ทั้งจำนวนเงินชดเชยมูลค่าถึง 10.6 ล้านปอนด์ หรือ เงินจำนวนมากมายก่ายกอง ที่ซื้อนักเตะในแบบที่ “เอริก เทน ฮาก” ต้องการไปแล้ว แต่อย่างใด

และด้วยเหตุผลนี้เอง ในช่วงฤดูกาลแรกที่ Head Coach ที่ไม่ใช่ Manager อย่าง “รูเบน อโมริม” เริ่มต้นการทำงาน จึงไม่มีทั้ง “เงิน” สำหรับซื้อนักเตะในแบบที่ตัวเองต้องการ , แมตช์ปรีซีซั่นสำหรับการทดสอบนักเตะ รวมไปจนกระทั่งถึง “เวลา” สำหรับการทำความรู้จักและเรียนรู้พฤติกรรมและสไตล์การเล่นของนักเตะแต่ละคนในทีม

2. เร่งรัด เร่งรีบ ตัดจบเลือกกุนซือคนใหม่ :

หลังประกาศปลดฟ้าผ่า “เอริก เทน ฮาก” เป็นที่รับทราบโดยทั่วกันว่า “โอมาร์ เบร์ราด้า” CEO ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งได้บินไปพบและหยิบยื่นข้อเสนอกับ “รูเบน อโมริม” ถึงประเทศโปรตุเกสนั้น ได้ยื่นคำขาดในแบบชนิดที่เรียกว่า “แทบจะลักพาตัวกุนซือหนุ่มผู้นี้ มาที่โอลด์แทรฟฟอร์ดในวันเดียวกันนั้นเลยว่า “Now or Never” หรือ “ถ้าคุณปฏิเสธ ข้อเสนอตอนนี้ ก็จะไม่มีข้อเสนอนี้หวนกลับมาอีกครั้งแน่นอน” หลัง “รูเบน อโมริม” ต่อรองว่า อยากเข้าคุมทีมในช่วงต้นฤดูกาล 2025/26 มากกว่าก็ตาม

หากแต่การเจรจาที่ดูเหมือนว่า “ยูไนเต็ด” เป็น “ฝ่ายเลือก” มากกว่าที่จะเป็น “ฝ่ายถูกเลือก” จากการเร่งรัด เร่งรีบ ตัดจบ ดังกล่าว ด้วยอาจเป็นเพราะวิตกว่า “กุนซือหนุ่มที่กำลังเนื้อหอม” ในเวลานั้น กำลังเป็นที่หมายปองของหลายๆทีมในอังกฤษและยุโรป

กลับสร้างปัญหาให้ทีมปีศาจแดงเข้าอย่างจัง เพราะในเวลาต่อมา “รูเบน อโมริม” กลับเป็นฝ่ายที่อ้างโดยตลอดว่า หนึ่งในข้อเสนอสำคัญที่ “ยูไนเต็ด” ยอมรับ การไปคุมทีมของเขา คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดยุคใหม่ จะต้องเล่นด้วย Formation 3-4-3 เท่านั้น ทั้งๆที่ มันเป็นรูปแบบการเล่นที่ “ทีมปีศาจแดง” แทบไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยก็ตาม!

อีกทั้ง Formation 3-4-3 ที่ว่านี้ หากจะทำให้เกิดผลลัพท์ที่ดีได้ จะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ คือ คุณสมบัติของนักเตะที่สามารถลงไปเล่นเป็นวิงแบ็กทั้ง 2 ด้าน ได้อย่างแข็งแกร่ง , มิดฟิลด์หมายเลข 10 ที่สามารถเล่นในพื้นที่ Half-Space ได้อย่างชาญฉลาด และ หน้าเป้าหมายเลข 9 ที่สามารถพักบอลและมีความแข็งกร้าวดุดันในการเข้าทำประตู

3. เลือกเองผิดเอง แต่ยังดื้อไปต่อ :

รายงานของในสื่ออังกฤษหลายต่อหลายสื่อ ระบุตรงกันว่า “เจสัน วิลค็อกซ์” ผู้อำนวยการด้านเทคนิคของยูไนเต็ด ได้เคยตั้งคำถามกับบอร์ดบริหารสโมสร มาตั้งแต่ก่อนที่ “รูเบน อโมริม” จะเข้ารับตำแหน่งแล้วว่า ข้อเสนอให้ทีมปีศาจแดง เล่นด้วย Formation 3-4-3 ของ “รูเบน อโมริม” นั้น จะเข้ากันได้ กับวัฒนธรรมบุกแหลกด้วยปีกทั้งสองข้าง ซึ่งอยู่คู่กับถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด มายาวนาน รวมถึง สเปกนักเตะชุดปัจจุบันของยูไนเต็ดหรือไม่?

และไม่เพียงแต่ “เจสัน วิลค็อกซ์” เท่านั้น ที่แสดงท่าที “คัดค้าน” Formation 3-4-3 เพราะ “แดน แอชเวิร์ธ” อดีตผู้อำนวยการกีฬาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งได้นั่งทำงานที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เพียง 5 เดือน ก่อนถูกปลด หลัง “รูเบน อโมริม” เข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน นั้น ก็ได้เคยพยายามเตือนบอร์ดบริหาร รวมถึง “เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์” เช่นกันว่า การนำ Formation 3-4-3 มาใช้กับ นักเตะยูไนเต็ดในเวลานั้น น่าจะสร้างปัญหามากกว่าที่จะสร้างผลลัพท์ที่ดี รวมถึงยังพยายามเสนอชื่อกุนซือคนอื่นๆ ที่ผ่านประสบการณ์ศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เพื่อเป็นทางเลือกแทน “รูเบน อโมริม” อีกด้วย

แต่แล้ว “เสียงคัดค้าน” เหล่านั้น ก็มิอาจต้านทานการตัดสินใจ ของ “เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์” และ กลุ่ม INEOS ซึ่งแสดงท่าทีและประกาศหนุนหลัง “กุนซือหนุ่มโปรตุเกส” อย่างแข็งแรงมาโดยตลอด ผ่านวาทะกรรมที่ว่า “คุณมีเวลา 3 ปี ก่อนที่จะถูกประเมินว่า จะได้ไปต่อหรือพอแค่นี้”

ทั้งๆที่ ผลงานฤดูกาลแรกของ “รูเบน อโมริม” ซึ่ง “ยูไนเต็ด” ยอมจ่ายเงินชดเชยมากมายถึง 9.25 ล้านปอนด์ ให้กับ “สปอร์ติ้งลิสบอน” เพื่อคว้าตัวมาคุมทีม จะย่ำแย่จนถึงขนาดจบในอันดับที่ 15 ของลีก และทำได้เพียง 42 คะแนน ซึ่งถือเป็น “คะแนนที่น้อยที่สุด” นับตั้งแต่ ยูไนเต็ด เคยตกชั้นเมื่อฤดูกาล 1973/74 ก็ตาม!

4. Formation 3-4-3 เจ้าปัญหา :

ความดื้อดึงของ “รูเบน อโมริม” ในประเด็น Formation 3-4-3 นอกจากจะกลายเป็น “จุดปะทะ” กับ เหล่าสื่อมวลชนในทุกๆครั้ง “อย่างไม่จำเป็น” จนถึงขนาดที่ครั้งหนึ่งเจ้าตัว ถึงกับอดรนทนไม่ไหว จนหลุดปากออกมาว่า “ถ้าทีมชนะ มันจะไม่เป็นเพราะระบบ แต่ถ้าทีมแพ้ มันจะเป็นเพราะระบบ” แล้ว มันยังลุกลามไปสร้างปัญหาให้กับ “ห้องแต่งตัว” ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วย

นั่นเป็นเพราะ Formation 3-4-3 ทำให้ต้องมีการปล่อยตัวนักเตะ โดยเฉพาะผู้เล่นตำแหน่งปีก หลายต่อหลายคน ที่ กุนซือโปรตุเกส มองว่า “ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือ ไม่สามารถเล่นให้เข้ากับระบบที่ตัวเองยืนกราน” ออกไปจากทีม!

ซึ่งการทยอยขับนักเตะออกไปจากทีม นั้น ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า นอกจากจะสร้างรอยร้าวและความไม่มั่นคง ให้เกิดขึ้นในห้องแต่งตัว จากการที่นักเตะต้องเห็นเพื่อนร่วมทีม ค่อยๆเดินออกไปจากทีมแล้ว

การซื้อนักเตะเข้ามาแทนที่ ยังทำให้เกิดปัญหาตามมาด้วย นั่นเป็นเพราะ “รูเบน อโมริม” ไม่ได้ถือสิทธิ์ขาดในการซื้อนักเตะแต่เพียงผู้เดียว ด้วยเป็นเพราะสิทธิ์ขาดส่วนใหญ่อยู่ในมือของ “เจสัน วิลค็อกซ์” และ “โอมาร์ เบร์ราด้า” ที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจาก “เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์” และ กลุ่ม INEOS มากกว่า ด้วยเหตุนี้ การเติมนักเตะตามสเปกในแต่ละตำแหน่งที่ “กุนซือหนุ่มโปรตุเกส” ปราถนา ซึ่งธรรมดาก็ยากเย็นจากการต้องใช้ทั้งเวลาและเงินทุนจำนวนมาก ก็ยิ่งยากมากขึ้นไปอีกเป็นเท่าทวี!

นอกจากนี้ “รูเบน อโมริม” กลับทำให้ทุกอย่าง “เลวร้ายลงไปยิ่งกว่าเดิม” จากการที่ “ยังคงแสดงอาการดึงดัน” ไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่นแม้แต่ในเวลาที่ทีมต้องการ “ผลงานในสนาม” จากการที่มักจะเลือก “เปลี่ยนตัวผู้เล่นลงไปในสนาม เพื่อทดแทนตำแหน่งเดิม และยังคงเล่นรูปแบบการเล่นเดิม แทนที่จะเปลี่ยนตัวและเปลี่ยนรูปแบบการเล่นเพื่อแก้เกม” เพียงเพื่อแค่ต้องการยืนกรานว่า “Formation 3-4-3” เป็นสิ่งที่ “ถูกต้องเท่านั้น”

5. ผลงานย่ำแย่ จนทำให้ไร้ความชอบธรรม :

แทบจะไม่มีเสียงต่อต้านใดๆ จากบรรดา “เร้ด อารมี” หลังได้รับทราบข่าวการประกาศปลด “รูเบน อโมริม” ในช่วงกลางฤดูกาลอีกครั้ง แบบซ้ำรอย “เอริก เทน ฮาก” ทุกประการ นั่นเป็นเพราะ “ผลงานผ่านความดื้อดึงด้วยระบบ 3-4-3” นั้น ได้สร้าง “ผลลัพท์ที่ย่ำแย่” มากกว่า “ผลงานที่ดี” ผ่านสถิติดังต่อไปนี้…

1. “รูเบน อโมริม” ทำสถิติคุมทีมชนะเพียง 24 นัด จากทั้งหมด 63 นัด ในทุกรายการ หรือ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 38.1% ซึ่งถือเป็น ค่าเฉลี่ยที่ “แย่ที่สุด” ในบรรดาอดีตกุนซือยูไนเต็ดทุกคน นับจาก “เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน” ไม่รวม “ราล์ฟ รังนิก” ที่เป็นเพียงผู้จัดการทีมชั่วคราว

2. “รูเบน อโมริม” ทำสถิติคุมทีมชนะ เฉพาะในศึกพรีเมียร์ลีก ได้เพียง 15 นัด จากทั้งหมด 47 นัด หรือ คิดเป็นค่าเฉลี่ยเพียง 31.91% และทำทีมแพ้มากถึง 19 นัด หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยสูงถึง 40.43%!

3. “รูเบน อโมริม” ทำสถิติค่าเฉลี่ย “คะแนนต่อเกม” จากการคุมทีมทั้งหมด 63 นัดในทุกรายการ ได้เพียง 1.23 คะแนนต่อเกม ซึ่งน้อยกว่า กุนซือยูไนเต็ดทุกคนในยุคพรีเมียร์ลีก ไม่เว้นแม้แต่ “ราล์ฟ รังนิก” ที่แม้จะเป็นเพียงผู้จัดการทีมชั่วคราว แต่ก็ยังสามารถทำคะแนนเฉลี่ยต่อเกม ได้ 1.54 คะแนน!

4. “รูเบน อโมริม” สามารถคุมทีมเอาชนะติดต่อกัน ได้สูงสุด เพียง 3 นัดเท่านั้น! 

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม :

จดจำไว้ ข้าชื่อ จ่าเริง วีรบุรุษผู้ปกป้องผืนแผ่นดินเนิน 350 (ชมคลิป)

โดรน อาวุธเปลี่ยนเกมสงคราม? ขีดความสามารถและข้อจำกัด (ชมคลิป)

ถอดรหัส ข้าคือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จริงหรือ? ต้องได้เป็นตัวจริงเท่านั้น (ชมคลิป)

ทำไมทีมไหนๆจึงเลือกใช้ บอล Direct โจมตี ลิเวอร์พูล (ชมคลิป)

เล่นเร็ว เน้นบอลยาวและฟรีคิก แท็กติกที่ทำให้แมนยูฯเริ่มดีขึ้น (ชมคลิป)

เคล็ดลับความสำเร็จกัปตันซึบาสะ ความคิดของคนเลือกอยู่หัวแถว (ชมคลิป)

ความแค้นและชีวิตแบบรถไฟเหาะ ของหญิงสาวผู้เป็นศัตรู Tinder (ชมคลิป) 

 


You might be intertested in this news.

Mostview

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจัดงานแสดงกล้วยไม้ไทย 17-19 ม.ค.69 ที่เวสต์เกต

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจัดงานแสดงกล้วยไม้ไทย ใช้คอนเซ็ปต์ “Blooming Siam The global charm of Thai orchids งามอย่างไทย สู่ความเลอค่าระดับโลก” โชว์เสน่ห์ความสวยงามกล้วยไม้ไทยสู่เวทีระดับโลก 17-19 ม.ค.69 เซ็นทรัล เวสต์เกต

รีวิวหนัง ปันหยี I Sea You

ปันหยี I.Sea.You ภาพยนตร์ ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในปี 2566 หนังได้นำเอาชื่อ “เกาะปันหยี” ที่เป็น ตำบลลอยน้ำกลางทะเล ของ ชาวประมงมุสลิม ในจังหวัด พังงา มาเป็นฉากถ่ายทำหลัก

รีวิว “พนอ 2” หนังสยองขวัญที่ค่อยๆ กดดันถึงขีดสุด

“พนอ 2” คือหนังภาคต่อที่คุณจำเป็นต้องดูหนังภาคแรกมาก่อน เพื่อความเข้าใจในเรื่องราวและอรรถรสในการรับชม

สภาวิศวกร คาด 4 สาเหตุ เครนถล่มทับรถไฟที่สีคิ้ว

สภาวิศวกร คาด 4 สาเหตุ เครนถล่มที่สีคิ้ว ด้าน ดร.เอ้ จี้ ออก กม.ความปลอดภัยสาธารณะ...

รีวิว “บันทึก หนานจิง” หนังหดหู่ โหดร้าย แต่ไม่อยากเลิกดู

“บันทึก หนานจิง” ก่อนมาดูไม่ได้รู้เรื่องราวมาก่อนเห็นแค่โปสเตอร์ พอมาดูรู้เป็นหนังจีนก็ ทว่าแถมโปสเตอร์หมอง ๆ เศร้าโศก

TrustNEws Line